DIABLO III

แนวทางการเล่น

ความเป็นมาแห่งสงครามระหว่างเทพ ปีศาจ และ มวลมนุษย์ ต้นกำเนิดแห่งโลก Diablo
…ณ อดีตอันไกลโพ้น นานมาแล้วก่อนการกำเนิดของ Sanctuary ยังมีการคงอยู่แบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือเหล่าเทพแห่งสวรรค์ตัวแทนแห่งคุณความดีทั้งหลายปกครองโดยเหล่า เทวทูตชั้นสูงทั้ง 6 คน
Auriel เทวทูตแห่งความหวังและความดีงาม
Imperias เทวทูตแห่งสงคราม
Malthael เทวทูตแห่งความตาย
Ithrael เทวทูตแห่งความเป็นกลาง
Tyrael เทวทูตแห่งความยุติธรรม
Inarius เทวทูตแห่งความงดงาม
เหล่าปีศาจร้ายแห่งนรก มี7จอมปีศาจ โดยแบ่งออกเป็น 3 จ้าวอสูร
Mephisto เจ้าแห่งความเกลียดชัง พี่ใหญ่สุดในสามพี่น้องจ้าวอสูร
Baal เจ้าแห่งการทำลายล้าง
Diablo เจ้าแห่งความกลัว น้องเล็กและเป็นเจ้าอสูรที่แข็งแกร่งที่สุด
นอกจาก3เจ้าอสูรแล้วก็มีอีก 4 จอมอสูรผู้ปกครองรองลงมา
Duriel เจ้าแห่งความเจ็บปวด
Andarieal สาวน้อยแห่งความทุกข์
Berial เจ้าแห่งการหลอกลวง
Azmodan เจ้าแห่งบาป
ทั้งสองฝ่ายนั้นทำการต่อสู้และก่อสงครามกันมาเป็นระยะเวลายาวนานนนนมาก โดยก็ไม่สามารถเกิดผลตัดสินเด็ดขาดกันได้จนทั้งสองฝ่ายเรียกสงครามครั้งนี้ ว่า Eternal war สงครามนิรันด์ทำให้มีทั้งเทวดาและปีศาจบางตนเกิดความเบื่อหน่ายกับสงคราม ครั้งนี้ นำโดย เทวทูต Inarius จึงได้รวบรวมเหล่าเทวทูตแหละปีศาจทั้งหลายที่เบื่อหน่ายต่อสงครามพร้อมกับ Lilith คู่รักของคน หนีออกจากสวรรค์และนรกและเริ่มการสร้างดินแดนแห่งใหม่ ดินแดนที่มีแต่สันติสุขและความสงบ สวรรค์ในอุดมคติที่ซึ่งทั้งปีศาจและเทวดาสามารถอยู่ร่วมกันได้ และตั้งชื่อดินแดนแห่งนี้ว่า Sanctuary......
************************************************************************
หลังจากที่ Inarius และ Lilith ได้ช่วยกันสร้างดินแดนแห่ง Sanctuary ขึ้นมาแล้วนั้น Inarius นั้นไม่ต้องการให้เหล่าเทวทูตแหละปีศาจที่เหลือ ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของ Sanctuary จึงได้สร้าง World stone ขึ้นมาเพื่ออำพรางปกปิดให้เทวทูตและปีศาจไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของ Sanctuary
หลังจากนั้นเหล่าปีศาจและเทวทูตทั้งหลายก็ได้ให้กำเนิดลูกหลาน เชื้อสายของตนออกมา Lilith และ Inarius มีลูกด้วยกันคือ Rathma และ Rathma นี้เองเป็นผู้เผยแพร่คำสอนให้แก่เหล่า Necromancer เหล่าบุตรของปีศาจและเทวทูตทั้งหลายเหล่านี้มีชื่อว่า Nephalem หรืออีกชื่อคือ บุตรแห่ง Sanctuary เหล่า Nephalem นั้นมีความสามารถสูงมาก สูงจนกระทั่งมีความเก่งกาจเหนือแม้กระทั่งเทวทูตและเหล่าปีศาจที่ให้กำเนิด ตน ทำให้ lilith นั้นมีความต้องการที่จะนำเหล่า nephalem ไปใช้ในการสงครามและคิดตั้งตนเองขึ้นเป็นนายใหญ่แห่งเหล่ากองทัพ Nephalem และนำทัพเข้าต่อสู่กับกองทัพแห่งสวรรค์ เนื่องจากไม่มีใครสามารถต่อกรกับเหล่า Nephalem ได้ไม่ว่าจะทั้งเทวทูตหรือปีศาจ แต่ในขณะที่ Inarius นั้นเบื่อหน่ายกับการต่อสู้และต้องการให้เหล่า Nephalem บูชาตนเองเป็นดังเช่นเทพเจ้าสูงสุด มิได้มีความต้องการนำเหล่า Nephalem เข้าสู่สงคราม เมื่อความเห็นไม่ตรงกันจากคู่รักก็กลายเป็นคู่แค้น Inarius และ Lilith เข้าห่ำหั่นกัน การต่อสู่นั้นจบลงที่ความพ่ายแพ้ของ Lilith และ Inarius เข้าใจว่าอดีตคนรักของตนนั้นได้ตายไปแล้ว....
หลังจบการต่อสู้ Inarius คิดว่า หากปล่อยไว้แบบนี้เหล่า Nephalem ย่อมต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและอาจ เกิดปัญหาภายหลัง จึงได้ทำการทำให้ World Stone นั้นมีพลังที่จะทำให้เหล่า ลูกหลานของ Nephalem ที่จะเกิดออกมาในแต่ละรุ่น มีพลังลดลง และตามสังหารเหล่า Nephalem รุ่นแรกที่มีพลังทั้งหลายซะ รวมถึงบุตรชายแท้ๆของ ตน Rathma หลังจากนั้นเหล่าบุตรหลานของ Nephalem ก็ใช้ชีวิตอยู่ใน Sanctuary อย่างสงบสุขโดยไม่รู้ถึงอดีตและชาติกำเนิดของตนเองและเรียกตัวเองว่า มนุษย์......นั่นเอง
กาลเวลาผ่านพ้นไปเหล่าเทวทูตและปีศาจทั้งหลายหายไปจากหน้า ประวัติศาสตร์ของมนุษย์
วันหนึ่ง.. Uldyssian ชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่าสังหารสมาชิกของ Cathedral of Light (ลัทธิซึ่งบูชา Inarius ) หลังจากนั้น Uldyssian ได้ค้นพบพลังของตัวเองพลังซึ่งไม่ควรจะมีอยู่ในมนุษย์ธรรมดาและนี่คือจุด เริ่มต้นของมหาสงครามแห่งบาป สงครามซึ่งจะเปลี่ยนแปลง ทั้ง สวรรค์ นรก และ โลกแห่ง Sanctuary ไปตลอดกาล...
***************************************************************************
โลกมนุษย์นั้นได้เกิดการก่อตั้งของลัทธิขึ้นมาสองลัทธิ ลัทธิแรกก็คือ Cathedral of Light มีผู้นำคือ the prophet บูชาเทวทูต Inarius และอีกลัทธิหนึ่งก็คือ Church of Triune ซึ่งสอนเหล่าผู้รับถือเกี่ยวกับมหาวิญญาณอันยิ่งใหญ่ทั้ง 3 อันได้แก่ Mefis, Dialon and Bala เมฟิส ดีอาลอน และ บาลา (หรือ mephisto Diablo และก็ Baal นั่นเอง) มีผู้นำลัทธิคือ Primus เป็นที่แนวนอนครับเมื่อแนวคิดแล้วความเชื่อไม่ตรงกันความขัดแย้งย่อมเกิด ขึ้น
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ชอบหน้ากันเกิดเรื่องราวความขัดแย้งอยู่เสมอ และในตอนนั้นเอง Uldyssian ชายหนุ่มชาวนาธรรมดาผู้ซึ่งไม่มีอะไรพิเศษใช้ชีวิตอยู่กับพี่ชายของตนอย่าง สงบสุขไปวันๆ ถูกกล่าวว่าได้ทำการฆาตกรรมสองรายอย่างโหดเหี้ยมระหว่างการหลบหนีและการพจญ ภัยของ Uldyssian ชายหนุ่มได้ค้นพบพลังพิเศษในตัวเอง และได้สอนให้ผู้ติดตามอีกจำนวนหลายร้อยปลดปล่อยพลังพิเศษออกมาพลังซึ่ง มนุษย์ไม่เคยจินตนาการถึงพลังซึ่งครั้งหนึ่งถูกหวาดกลัวโดยเทวทูตและเหล่าปีศาจ เหล่าผู้ติดตามนั้นนับถือ Uldyssian อย่างหมดหัวใจและไร้ข้อกังขาในฐานะผู้นำและอาจารย์
หลังจากนั้น Uldyssian ค้นพบความจริงของตนเองว่า Lilith นั้นยังไม่ตายและได้เฝ้าดู Uldyssian มาโดยตลอดและได้เลือกปลดปล่อยพลังของ Uldyssian เนื่องจาก Uldyssian เป็นผู้มีความสามารถแฝงอยู่ในกายนั่นเองทำให้ Uldyssian สามารถใช้พลังได้ และ Primus ผู้นำลัทธิ Church of Triune นั้นแท้จริงแล้วก็คือ Lucion บุตรชายของ Mephisto นั่นเอง ส่วน the prophet ผู้นำแห่ง Cathedral of Light ก็คือ Inarius ในร่างมนุษย์นั่นเอง..... Uldyssian ในตอนนี้ถูกตามล่าโดยทั้งฝ่าย Church of Triune และ Cathedral of Light เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต้องการที่จะครอบครองพลังของ Uldyssian ไม่ก็พยายามที่จะทำลาย Uldyssian เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่สามารถครอบครอง Uldyssian ได้นั้นย่อมต้องเป็นผู้ชนะในสงครามระหว่างนรกและสวรรค์อย่างแน่นอน.....
Uldyssian ได้คิดนำเหล่าผู้ติดตามเข้าทำลายลัทธิ Church of Triune โดยการช่วยเหลือลับๆของ Inarius โดยที่ Uldyssian นั้นไม่รู้หรือสงสัย Inarius นั้นต้องการฟื้นฟู Sanctuary ให้กลับสู่ยุครุ่งเรืองและตนเองจะได้เป็นใหญ่เพียงผู้เดียวอีกครั้งจึงหลอกใช้ Uldyssian ให้ต่อสู้กับทั้งสอง ลัทธิใหญ่ แต่ก็มีอีกผู้หนึ่งในสงครามครั้งนี้ Lilith อดีตคนรักของ Inarius ซึ่งอดทนรอคอยมายาวนานอย่างลับๆในความมืด ได้เริ่มลงมือเพื่อ ที่จะล่อลวงและใช้ Uldyssian เป็นหมาก หมากที่จะเปลี่ยนเหล่ามนุษย์ทั้งหลายให้กลายเป็นกองทัพแห่ง Nephalem สิ่งมีชีวิตที่ทรงอำนาจและแม้แต่สวรรค์หรือนรกก็ต้องหวั่นเกรง เพื่อที่จะทำให้ตัว Lilith นั้นเป็นผู้ปกครองอยู่เหนือทุกสิ่ง...........
*********************************************************************
หลังจากสันติสุขใน Sanctuary กลับมาอีกครั้ง ก็เป็นที่แน่นอนครับ คราวนี้เหล่า เทวดาและปีศาจก็กลับมาดำเนินสงครามกันอีก สงครามที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น ทั้งฝ่ายนรกและ สวรรค์นั้นพยายามที่จะหาวิธีเอาชนะอีกฝ่ายให้จนได้ บนสวรรค์นั้นยังมี เทวทูตที่สำคัญอยู่อีกตนหนึ่ง ชื่อว่า Izual Izual นั้นเป็นจอมทัพและนักรบฝีมือฉกาจอีกทั้งเป็นลูกน้องคนสนิทและเพื่อนคนสำคัญ ของ Tyreal ( Tyreal นั้นถึงกับ ตีดาบขึ้นมาเองเพื่อมอบให้กับ Izual ดาบในตำนานเล่มนั้นมีขื่อว่า Azure wrath)
ไม่นานนักทางฝ่ายสวรรค์ก็ได้ข่าว ว่าทางฝั่งนรกกำลังเริ่ม ทำการตีดาบมารทรงอานุภาพ ขึ้นมา 1 เล่ม คือ Shadow fang Tyreal นั้นได้ส่ง Izual นำทัพกองทัพเทวทูตบุกไปยังนรก โดยมีเป้าหมายก็คือ หยุดยั้งการสร้าง ดาบมารเล่มนี้ Tyreal นั้นไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลร้ายมหาศาลต่อทั้ง 3 โลก......ตามมา
Izual ผู้กล้าหาญสามารถนำทัพเข้าหยุดยั้งการสร้าง Shadow fang ก่อนจะสมบูรณ์ได้สำเร็จ แต่ว่าถึงแม้จะสามารถหยุดยั้งการสร้าง Shadow fang ไว้ได้ แต่ Izual ก็ถูกเข้าโจมตีโดยเหล่าปีศาจจำนวนมหาศาลและไม่สามารถต่อต้านเอาไว้ได้ในที่ สุด Izual ก็ถูกจับกุม..........
Izual ถูกทรมานอย่างแสนสาหัสจนในที่สุด Izual ก็ต้องจำยอมบอกความลับที่สำคัญแก่เหล่า 3 จอมปีศาจความลับที่เป็นต้นกำเนิด Diablo Izual บอกแก่ 3 จอมปีศาจว่า World Stone นั้นสามารถนำมาใช้เพิ่มพลังให้แก่ทั้ง 3 ได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของแผนการ แผนการที่จะทำให้ Sanctuary ต้องตกอยู่ในเปลวเพลิงในสงครามระหว่าง มนุษย์และจอมปีศาจทั้งสาม......สงครามที่จะถูกกล่าวขานไปอีกยาวนาน......
***************************************************************************
หลังจากที่ Izual ทรยศต่อสวรรค์โดยการบอกความลับแก่เหล่าจอมปีศาจแล้ว Izual ก็ถูกทอดทิ้งจากสวรรค์กลายเป็นปีศาจร้ายเฝ้าวนเวียนอยู่ในนรกอยู่อย่างโดด เดี่ยว ถึงแม้วิญญาณภายในจะยังเป็น Izual จอมทัพแห่งสวรรค์ดังเดิมก็ตาม เพราะทั้งสรรค์และเหล่าปีศาจในนรกก็ไม่ถือว่า Izual เป็นพวกเดียวกับตน......Izual วนเวียนอยู่ในนรกอย่างโดดเดี่ยวจนกระทั่ง การมาถึงของผู้กล้าจาก Diablo 2 ผู้กล้าที่จะปลดปล่อยวิญญาณจอมทัพออกจากร่างของปีศาจร้าย เพื่อความสงบ ของวิญญาณแห่งอดีตจอมทัพแห่งสวรรค์.
**************************************************************************
กาลเวลาล่วงเลยไปบนโลกของ Sanctuary เราผู้คนใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุข ถึงแม้จะมีสงครามระหว่างชนเผ่า หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ เกิดการก่อตั้งสมาคมเวทย์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ในชื่อ Vizjerei เหล่า Vizjerei ศึกษาความรู้ทางด้านอาคมสายต่างๆแสวงหาพลังที่ยิ่งใหญ่รวมถึงความรู้ต่างรอบโลก Sactuary และภายในสมาคมนี้เองมี จอมเวทย์ผู้อยู่บนจุดสูงสุดอยู่สองคนทั้งสองเป็นพี่น้องกัน หนึ่งนั้นคือ Horazon และอีกหนึ่งคือ Bartuc ........
ทั้งสองค้นพบวิธีอัญเชิญเหล่าปีศาจมาจากขุมนรก Horazon นั้นเห็นว่าควรจะกักขังเหล่าปีศาจไว้และใช้อำนาจเวทย์เพื่อบังคับให้เหล่าปีศาจเชื่อฟัง แต่ว่า Bartuc นั้นเริ่มหันเข้าสู่ด้านมืดโดยการศึกษาอาคมด้านมืดของเหล่าปีศาจจนในที่สุด Bartuc ก็เข้าสู่ด้านมืดอย่างเต็มตัวและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพปีศาจแห่งนรกเพื่อให้ได้มาซึ่งพลัง.....พลังซึ่งในที่สุดแล้วย่อมต้องแลกมาด้วยราคาซึ่งสูงนัก........
Bartuc นั้นเริ่มทรงอำนาจขึ้นเรื่อยๆ มากจนกระทั่ง เหล่าปีศาจยังต้องกลัวเกรง และในที่สุด Bartuc ก็คลุ้มคลั่งในที่สุด Bartuc กระหายเลือดเหล่ามนุษย์ และเมื่อถึงเวลาเข้าทำศึก Bartuc จะสังหารศัตรูอย่างโหดเหี้ยมก่อนจะชีกร่างศัตรูเป็นชิ้นๆและอาบเลือดของศัตรูจนในที่สุด Bartuc ก็ได้สมญาว่า Warlord of Blood สมญาซี่ง เป็นที่กลัวเกรงไปทั่วทั้งสนามรบไม่ว่าจะปีศาจหรือมนุษย์.....
ในที่สุดศึกสุดท้ายระหว่าง Horazon และ Bartuc ก็มาถึง สงครามครั้งนี้จบลงที่ชัยชนะของ Horazon และเหล่า Vizjerei Horazon แยกหัวและร่างของ Bartuc ออกจากกันก่อนจะผนึกไว้พร้อมกับเกราะของ Bartuc แต่เหล่า จอมเวทก็เสียสละชีวิตไปมากมายเหลือเกิน เหล่า Vizjerai จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมอีก จอมเวทย์แบบ Bartuc จะต้องถูกหยุดยั้ง นี่คือจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสมาคมลับ เหล่ามือสังหารผู้เคลื่อนไหวในความมืดคอยสอดส่องดูแลเหล่าจอมเวทย์ ชื่อที่เหล่าจอมเวทย์หวาดกลัว สมาคม Vizjaqtar หรือที่รู้จักกันในชื่อ The Assassins นั่นเอง
Horazon หายตัวไปไม่มีใครรู้ว่าไปไหน รู้กันแค่ว่า Horazon ถูกตามล่าโดยเหล่าปีศาจ และ Horazon ก็ยังศึกษา อาคมควบคุมเหล่าปีศาจอยู่ และเฝ้าสังเกตการณ์ Sanctuary อยู่เงียบๆ....
**************************************************************************
เมื่อ 3 จอมปีศาจล่วงรู้ถึงความสำคัญของ world stone และคิดตรงกันแล้วว่า world stone และ sanctuary นั้นจะเป็นตัวแปรสำคัญในการได้มาซึ่งชัยชนะต่อเหล่าเทวทูตทั้ง 3 จึงเริ่มวางแผนการซึ่งมีเดิมพันที่สูงยิ่ง แผนการเพื่อให้ได้มาซึ่งขุมพลังอันยิ่งใหญ่ ถึงแม้เหล่า 3 จอมปีศาจจะมีความเห็นที่ตรงกันแต่เหล่าปีศาจชั้นปกครองที่เหลือมิได้เห็นด้วยกับความคิดนี้...เหล่าปีศาจที่เหลือกลับคิดว่าควรจะพุ่งความสนใจไปกับการทำสงครามกับเหล่าเทพมากกว่า และไม่นานก็เริ่มมีความคิดในเหล่าปีศาจว่า 3 จอมปีศาจเกรงกลัวที่จะทำสงครามต่อไป
Azmodan และ Belial เล็งเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะกำจัด 3 จอมปีศาจทิ้งและขึ้นมาปกครองนรกแทน ทั้ง2ทำสัญญาตกลงกับเหล่าปีศาจที่เหลือเกลี่ยวกล่อมเหล่าปีศาจทั้งหลายว่าความหายนะของเหล่ามนุษย์นั้นมิสามารถทำให้เหล่าปีศาจเอาชนะเทวทูตได้ Azmodan และ Belial วางแผนที่จะก่อสงครามครั้งใหญ่สงครามขั้นเด็ดขาดกับเหล่าเทวทูต แต่ก่อนอื่นนั้นพวกเขาต้องจัดการกับ ทั้ง 3 พี่น้องจอมปีศาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในนรกเสียก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้นำไปสู่การก่อกบฎและสงครามในนรก สงครามระหว่างเหล่าปีศาจทั้งนรก กับ 3 จอมปีศาจ ทั้ง 3 ต่อสู่กับเหล่ากองกำลังปีศาจมากมาย เป็นหายนะครั้งใหญ่ในนรก เหล่าปีศาจล้มตายไปจำนวนมากและสุดท้าย น้ำน้อยก็ย่อมแพ้ไฟ ทั้งอ่อนแรงและไร้กำลัง ทั้ง 3 ถูกขับไล่ไปยัง Sanctuary และนี่คือจุดเริ่มต้นของหายนะต่อบนโลกมนุษย์....
Azmodan นั้นหวังให้ทั้ง 3 ติดอยู่ในโลกมนุษย์ไปตลอดกาล และยังเชื่อด้วยว่าเมื่อทั้ง3อยู่บนโลกแล้วเหล่าเทวทูตจะต้อง มุ่งความสนใจไปที่โลกมนุษย์ซึ่งจะทำให้การป้องกันของสวรรค์นั้นถูกละเลยและสามารถเข้าโจมตีสวรรค์ได้ง่ายดาย เหล่าปีศาจที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อ 3 จอมปีศาจถูกขับไล่และหลบหนีไปยังบนโลกออกตามหาเจ้านายของตน ท่ามกลางเปลวเพลิงและเศษซากจากการทำศึกกับทั้ง 3 จอมปีศาจ Azmodan และ Belial เริ่มถกเถียงว่าใครจะเป็นผู้ปกครองสูงสุดของนรก ข้อตกลงและสัญญาทั้งหมดถูกลืม และสุดท้ายทั้งสองนำกองทัพปีศาจเข้าต่อสู้กันเพื่ออำนาจสูงสุดในนรก สงครามในนรกเกิดขึ้นเกือบจะทันทีหลังจากสงครามครั้งแรกจบลง..แต่สงครามครั้งนี้ยังไม่มีผู้ชนะจวบจนทุกวันนี้ บัลลังค์ของราชาแห่งนรกยังคงว่างเปล่าไร้ผู้ครอบครอง รอคอยเจ้าของที่แท้จริงปรากฏตัวอีกครั้ง
***********************************************************************
เมื่อ 3 พี่น้องถูกเนรเทศลงมายังโลก แทนที่เหล่าเทวทูตจะลงมาสนใจ Sanctuary อย่างที่ Azmodan และ Belial คาดหวังแต่เหตุการณ์กับไม่เป็นไปดังคาด เหล่าเทวทูตไม่ได้คิดจะมาสนใจเหลียวแลเหล่ามนุษย์แม้แต่น้อย ตามข้อตกลงของเหล่าเทวทูตแล้วจะไม่มีเทวทูตตนใดก้าวก่ายเรื่องบนโลกโดยเด็ดขาด แต่ว่าในความคิดของ Tyreal แล้วหากตนเองไม่ช่วยเหลือทั้งสวรรค์และโลกจะต้องพบจุดจบโดยน้ำมือ 3 พี่น้องแน่นอน Tyreal ตัดสินใจขัดคำสั่งของสวรรค์ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ โดยเป็นผู้สร้าง soul stone ที่ใช้กักขังทั้งสามพี่น้อง และ Tyreal ตัดสินใจก่อตั้งสมาคมจอมเวทย์ Horadrim โดยการรวบรวม 3 สมาคมเวทย์ใหญ่จากทางตะวันออก และมอบหมายหน้าที่ในการกักขัง 3 พี่น้องให้กับเหล่าจอมเวทย์....
การตัดสินใจช่วยเหลือมนุษย์ครั้งนี้ของ Tyreal ส่งผลให้เทวทูตผู้ทรงธรรมต้องถูกขับไล่ออกจากสวรรค์ และเนื่องจากความทรงจำของเหล่ามนุษย์ที่ถูกลบไปแล้วในตอนจบสงคราม sin war ทำให้ไม่มีใครล่วงรู้ถึงใบหน้าที่แท้จริงของจอมเทพองค์นี้อีกเลย
เหล่าจอมเวทย์แห่ง Horadrim ออกตามล่า 3 พี่น้องจอมปีศาจอย่างไม่ลดละในที่สุด Mephisto ก็ถูกปราบและผนึกไว้เป็นรายแรก Soul Stone ของ Mephisto ถูกผนึกไว้ใต้วิหารแห่งแสงที่เมือง kurast โดยมีเหล่า นักบวชแห่ง Zakarum คอยดูแลรักษา ส่วน Diablo และ Baal หนีไปทางตะวันตก จนกระทั่ง baal ไปถึงเมือง Lut gholein Baal เข้าโจมตีเมืองหลายวันติดต่อกันจนในที่สุด เหล่า Horadrim ก็ตามมาถึงและเข้าต่อสู่กับ Baal ระหว่างการต่อสู่ Baal ได้ทำลาย Soul Stone ที่จะใช้กักขังตนแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย...ก่อนจะถูกปราบสำเร็จ Tal rasha หนึ่งในจอมเวทย์ผู้เก่งกาจกักขัง Baal ลงใน Soul stone และพบว่า Soul Stone ชิ้นเล็กนั้นไม่สามารถกักขัง Baal ไว้ได้ Tal rasha ตัดสินใจใช้ร่างกายและวิญญาณของตนเป็นตัวช่วยผนึกวิญญาณ Baal ก่อนจะผนึกร่างตนไว้ใต้วิหารลับปิดผนึกและสร้างวิหารลวงขึ้นมาอีก 6 แห่ง รวมเป็น 7 วิหาร Tal rasha ทนทุกข์ทรมานใช้ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณของตนต่อสู้กับ Baal ภายในจิตใจตลอดกาล...
Jered cain หนึ่งในจอมเวทย์ Horadrim นำพาเหล่าจอมเวทย์ที่เหลือออกตามล่า Diablo ไปทางตะวันตก...Diablo ทิ้งปีศาจร้ายทั้งหลายไว้ขัดขวางเป็นระยะๆ จนในที่สุดในศึกใหญ่ครั้งสุดท้ายเหล่าจอมเวทย์ก็สามารถเอาขนะ Diablo และ กักขัง Diablo ได้สำเร็จ ก่อนจะนำ Soul stone ของจอมปีศาจไปซ่อนไว้ภายในเขาวงกตขนาดใหญ่ภายใต้โบสถ์แห่งเมือง Tristram ที่ jered cain คอยอยู่เฝ้าดูแลสืบต่อมา......
กาลเวลาผ่านไปผู้คนลืมเลือน...เหล่าจอมเวทย์แห่ง Horadrim สูญหาย เรื่องเหล่าของ 3 จอมปีศาจร้ายแห่งนรกกลายเป็นเหมือนนิทาน ไว้ขู่เด็กดื้อให้เข้านอน....คงเหลือเพียง Horadrim คนสุดท้าย...เพียงผู้สุดท้ายที่ยังคงเก็บรักษาความรู้เมื่อครั้งอดีตกาล....ผู้สุดท้ายของสมาคมที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร....นามนั้นคือ Deckard Cain ผู้สืบเชื้อสายของ Jered Cain …….
*************************************************************************
บทพิเศษ นักบวช Zakarum ศาสนาแห่งแสงสว่าง และเหล่าอัศวินแห่งแสง Paladin..
นานมาแล้ว...เทวทูตองค์หนึ่งนาม Yaerius ได้พบกับผู้บำเพ็ญศีลคนหนึ่งชื่อว่า Akarat Yaerius ได้สอนถึงหลักการและความเชื่อของศาสนาแห่งแสง Zakarum
คำสอนนี้พูดถึงหลักการการอดทนต่อสิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย และยึดถือยึดมั่นและอุทิศตนอย่างไร้ข้อกังขาต่อ...แสงสว่าง และแสงสว่างในจิตใจจะขับไล่สิ่งชั่วร้ายทั้งหลาย Yaerius แต่งตั้งให้ Akarat เป็นตัวแทนเพื่อเผยแพร่คำสอนนี้ออกไป ศาสนาใหม่นี้เผยแพร่ต่อผู้คนธรรมดาทั่วไป และในที่สุดเหล่าผู้คนแห่งเมือง Kurast ก็รับคำสอนนี้เข้าไปในสังคม...พวกเขาส่งเหล่าผู้นับถือออกไปเผยแพร่คำสอน ทั่วทั้งแผ่นดิน...
ในที่สุดภายในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งศตวรรษ Zakarum กลายเป็นลัทธิที่ทรงอำนาจทั้งทางการเมืองและทางความเชื่อในทางตะวันออก
และเมื่อมีอำนาจทั้งทางการเงินและทางการเมืองแล้วในที่สุด Zakarum ก็ได้ก่อตั้งเหล่านักรบศักดิสิทธิ์ผู้ทำการต่อสู้กับความชั่วร้ายในนามของ แสงสว่างนี่คือการกำเนิดของเหล่า Paladin รุ่นแรก รู้จักกันในชื่อ Hand of Zakarum หัตย์แห่งซาคาลัม...
เมื่อในช่วงเวลานั้นย่อมไม่มีปีศาจให้เหล่านักรบไปต่อสู้ด้วยความชั่วร้ายในความคิดของพวกเขาเหล่า Zakarum ก็คือเหล่าผู้ไม่ยอมนับถือศาสนาเช่นตน เหล่า Paladin ถูกส่งไปต่อสู้กับผู้อยู่ต่างศาสนานั่นเอง....
Zakarum นั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ Travincial ภายใน Kurast โดยมีวิหารแห่งแสงตั้งอยู่ตรงกลางภายในปกครองโดยเหล่า สภาสูงแห่ง Zakarum และมีผู้ปกครองสูงสุดคือ Que-Hegan เป็นชื่อตำแหน่งสูงสุด โดยมีเหล่า paladin และ อัศวิน เป็นตำแหน่งรองลงมา......
*************************************************************************
บทพิเศษ ดินแดนแห่งแคนดูรัส อาณาจักรเกรียงไกร Westmarch และราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ Leoric
เป็นเวลาหลายปีหลังจากการหายไปของเหล่าจอมเวทย์ Horadrim ได้มีสังคมที่เจริญเติบโตเกิดขึ้นมากมายใน ดินแดนทางตะวันตก เมื่อเวลาผ่านไปเหล่านักเดินทางจากทางตะวันออกได้เริ่มตั้งรกรากขึ้นรอบๆ พื้นที่ Khanduras ไม่นานก็กลายเป็นอาณาจักรขนาดเล็กที่พึ่งพาตนเองหลายๆอาณาจักรก็เกิดขึ้น อาณาจักรเหล่านี้มีการโต้เถียงกับดินแดน Khanduras บ่อยครั้งในเรื่อง ทรัพยากรและเส้นทางการค้า การปะทะกันเล็กๆเหล่านี้ได้รบกวนสันติสุขทางตะวันตก และอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทางตอนเหนือ Westmarch นั้นก็เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับ Khanduras เนื่องจากทั้งสองอาณาจักรนั้นมีข้อตกลงทางการค้าร่วมกันมายาวนาน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ศาสนาเกิดใหม่ Zakarum ได้เริ่มกระจายคำสอนของศาสนาออกไปทั่วทั้งดินแดน และในที่สุดผู้คนใน Westmarch ก็รับเอาศาสนานี้เข้าไปเช่นกัน และเชื่อว่าการกระจายคำสอนเหล่านี้ออกไปเป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องทำตาม ในไม่ช้า Westmarch ก็ได้หันเข้าหาอาณาจักรเพื่อนบ้านเพื่อกระจายคำสอนแห่ง Zakarum โดยคาดหวังให้อาณาจักรทั้งหลายรับเอาความเชื่อใหม่นี้เข้าไปในไม่ช้า ความตึงเครียดก็เริ่มครอบงำสันติสุขอันยาวนานของสองอาณาจักร Westmarch และ Khandurus เมื่อเหล่านักบวชแห่ง Zakarum ออกไปเทศนา ศาสนาของตนโดยไม่คำนึงว่าจะได้รับการต้อนรับหรือไม่....
ตอนนั้นเองที่ท่าน ลอร์ดผู้ยิ่งใหญ่จากทางเหนือ Leoric เข้ามาที่ดินแดน Khanduras และภายในนามของ Zakarum Leoric ตั้งตนเองขึ้นเป็นราชา Leoric นั้นอุทิศตนให้แก่ศาสนาอย่างมาก พร้อมกับนำเหล่าอัศวินและนักบวชของตนมายังดินแดน Khanduras Leoric และที่ปรึกษาคนสำคัญ Lazarus เดินทางมาถึงเมือง Tristram และที่ Tristram นั่นเอง Leoric ได้พบกับโบสถ์โบราณของเมือง Tristram Leoric ตัดสินใจให้ที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของสภาและบัลลังค์ของตน และได้สั่งการให้มีการปรับปรุงบูรณะให้ โบส์ถ์แห่ง Tristram กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง......
ถึงแม้เหล่าผู้คนอิสระทั้งหลายแห่ง Khanduras จะไม่พอใจที่อยู่ๆก็ถูกปกครองโดยราชาจากต่างแดน Leoric ปกครองประชาชนอย่างยุติธรรมและทรงอำนาจ ในที่สุดเหล่าผู้คนแห่ง Khanduras ก็เริ่มเคารพนับถือราชาองค์นี้เนื่องจากประชาชนทั้งหลายรู้ว่า Leoric เพียงแค่ต้องการนำพาและปกป้องพวกตนจากความมืดมิดทั้งหลายนั่นเอง...
***********************************************************************
จากนั้น ..ไม่นานนักในที่สุด Mephisto ก็สามารถเอาชนะพลังของ Soul Stone และเริ่มครอบงำเหล่านักบวชแห่ง Zakarum ในที่สุดเหล่า Zakarum ก็ตกอยู่ใต้อำนาจของ Mephisto .... แต่มีเพียงผู้เดียวที่มิได้ตกอยู่ใต้อำนาจของ Mephsito นักบวชสูงสุด หัวหน้าศาสนา Zakarum ในตอนนั้นนามว่า Khalim Mephisto จึงสั่งให้เหล่านักบวชที่เหลือฆ่าและแยกร่าง Khalim ออกนำชิ้นส่วนออกไปกระจายทั่วทั้ง Kurast
ก่อนที่ Mephisto จะสั่งให้เหล่านักบวชทำลายและแยก Soul Stone ของตนเอง ออกเป็น 7 ชิ้น 6 ชิ้น ไว้ในมือซ้ายของเหล่านักบวชขั้นสูงทั้ง 6 คน และชิ้นที่ใหญ่ที่สุดให้ Sankekur ผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนที่ Khalim และใช้เป็นร่างของ Mephisto เอง Mephisto สั่งให้เหล่านักบวชสร้าง Compelling orb เพื่อกระจายพลังอำนาจของตนออกไปทั่วทั้ง Kurast เป็นเวลาหลายปี ที่ Mephisto ใช้เหล่านักบวชทั้งหลายเป็นฐานพลังอำนาจของตน สั่งให้มีการ บูชายัญมนุษย์ และใช้ฐานอำนาจของ Zakarum ในการหาข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการ......ในที่สุดเจ้าแห่งความเกลียดชัง ...ผู้อาวุโสแห่ง3จอมปีศาจจากนรก....กลับมาบนโลก...อีกครั้ง
ในช่วงเวลานี้นั้นเอง... Hand of Zakarum เหล่าพาลาดินของซาคาลุม เริ่มเล็งเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆของศาสนาแห่งแสง...พาลาดินจำนวน หนึ่งตัดสินใจ..ออกเดินทางไปยังดินแดนตะวันตก...มุ่งสู่ Westmarch..ที่ซึ่งตนสามารถช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของ ผู้อื่น....เหล่าพาลาดินกลุ่มนี้เรียกตนเองว่า Knight of Westmarch ทำหน้าที่ต่อสู้กับปีศาจร้ายและเหล่าโจร ช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ เป็นเหล่านักรบแห่งแสงที่แท้จริง...
ทางด้าน Mephisto ในที่สุดก็ครอบงำเหล่านักบวชและประชาชนที่อยู่อาศัยรอบๆ วิหารแห่งแสงได้สำเร็จ...ในไม่ช้า Mephisto ได้ส่งลูกน้องที่เชื่อใจที่สุด หัวหน้าบาทหลวง Lazarus ไปยังป่าที่ Tristram เพื่อปลดปล่อย Diablo โดยส่งไปในนามทูตจาก Zakarum ไปหาราชา Leoric ในที่สุดวิหารแห่งแสงที่เคยยิ่งใหญ่รุ่งเรืองในอดีตก็ถูกกล่าวขานในชื่อใหม่ วิหารแห่งความมืด เหล่าผู้นับถือศาสนา Zakarum ที่อยู่อาศัยรอบๆตกอยู่ในความบ้าคลั่งของเจ้าแห่งความเกลียดชัง...ตลอดกาล...
********************************************************************
ในตอนนั้น องค์ราชา Leoric ทรงปกครองดินแดน Khanduras อยู่อย่างสงบสุข...โดยไม่รู้เลยว่าภายใต้ราชสำนักของตนหรือภายใต้โบสถ์แห่ง Horadrim นั้นก้อนผลึกสีแดงดุจโลหิต..นอนสงบรอคอยเวลาที่เหมาะสมอยู่อย่างเงียบงัน...
ในไม่ช้า Diablo ที่ถูกผนึกอยู่ใน Soul Stone ก็เริ่มมีพลังกล้าแข็งมากขึ้นสามารถมีอำนาจล่อลวงหัวหน้าบาทหลวง Lazarus ให้ลงมาใต้โบสถ์ได้สำเร็จ...และในที่สุด Lazarus ก็ถูกครอบงำและได้ปลดปล่อยอำนาจของจอมอสูรแห่งความกลัวออกมาก บัดนี้แผ่นดิน Tristram กำลังจะเข้าสู่ยุคแห่งความมืด...ช่วงเวลาแห่งฝันร้าย..ตำนานบทแรกของสงครามสามจ้าวอสูร...เริ่มต้นขึ้นแล้ว....
Diablo นั้นต้องการได้วิญญาณของมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดเพื่อมาใช้เป็นร่างของตน...เพื่อฟื้นพลังของตนกลับมาในตอนแรกนั้น Diablo ต้องการจะได้ร่างขององค์ราชา Leoric Diablo เริ่มทำการครอบงำ Leoric ภายในจิตใจ...แต่จิตใจของ Leoric นั้นแข็งแกร่งมาก..Diablo ไม่สามารถครอบงำ Leoric ได้อย่างสมบูรณ์..แต่ถึงแม้ว่าLeoric จะไม่ถูกครอบงำโดยสมบูรณ์แต่อำนาจของ Diablo ก็แข็งแกร่งยิ่งนัก ในไม่ช้าจิตใจของ Leoric ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่ความคุ้มคลั่งและโดนครอบงำโดยความมืด ในที่สุดความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งทางจิตใจและรูปกายภายนอก ในที่สุดราชาทรงธรรม Leoric ผู้องอาจแข็งแกร่งก็กลายเป็นเพียงอดีต....ในที่สุดเหล่าประชาชน..ก็เริ่มเรียกราชาLeoric ว่า Black Ling หรือ ราชาแห่งความมืด..บัดนี้ราชาทรงธรรมที่ผู้คนเคยนับถือกลายเป็นเพียงอดีต คงเหลือเพียงอสูรในร่างมนุษย์ที่บ้าคลั่งในนาม ราชา ความมืดและชั่วร้ายมาเยือน Tristram โดยฝีมือ เจ้าแห่งความกลัวผู้กลับมามอบฝันร้ายให้ Sanctuary อีกครั้ง...
หัวหน้าบาทหลวง Lazarus นั้นพยายามทุกวิถีทางเพื่อปกปิดความเปลี่ยนแปลงของ Leoric แต่ขุนนางและ อัศวินที่ซื่อสัตย์ต่อ ราชา Leoric ก็เริ่มสงสัยในความเปลี่ยนแปลงของราชาของตน มากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด Lazarus ก็ต้องคิดแผนการใหม่ขึ้นมา ในที่สุด Lazarus ก็เริ่มเป่าหู ราชา Leoric ว่า อาณาจักร Westmarch นั้นวางแผนจะเข้าโจมตีและยึดครอง Khanduras และกล่อมให้ Leoric ประกาศสงคราม... เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ..และกำจัดเหล่าอัศวินตัวปัญหาทั้งหลายโดยส่งพวกเขาไปสู่ความตายในเพลิงสงคราม....เมื่อกองทัพของอาณาจักรWestmarch นั้นแสนยิ่งใหญ่และเกรียงไกรและมีชื่อเสียงโดยเหล่า พาลาดิน knight of westmarch...กองทัพของ Leoric ก็เหมือนถูกส่งไปตายนั้นเอง แต่ด้วยความภักดีของเหล่าอัศวิน.แม้เป็นภารกิจที่เลวร้ายเพียงใดก็มิมีผู้ใดขัดคำสั่งครั้งนี้แม้จะหมายถึงนี่จะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของพวกเขาก็ตาม…
********************************************************************
อย่างไรก็ตาม Diablo นั้นหลังจากไม่สามารถครอบงำวิญญารของ Leoric ได้และได้ค้นพบว่าส่วนนึงของจิตใจของ Leoric ยังคงพยายามต่อสู้ขัดขืนตนเองอยู่ Diablo นั้นจึงได้ย้ายเป้าหมายไปที่เจ้าชาย Albrecht แทน... Lazarus ลักพาตัวเจ้าชายไป หลังจากการหายไปของเจ้าชาย Albrecht ราชา Leoric ก็ยิ่งคุ้มคลั่งมากขึ้นกว่าเดิมผู้บริสุทธิ์จำนวนมากถูกสั่งประหารเนื่องจากตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการลักพาตัวองค์ชาย แต่ถึงจะจับตัวผู้คนมาสอบสวนมากมายเพียงใด..ก็ยังไร้ร่องรอยของเจ้าชาย Albrecht ....
Lazarus นั้นนำเหล่าชาวบ้านเข้าไปตามหาเจ้าชายภายใต้โบสถ์ของเมือง...แต่ขุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือล่อลวงเหล่าผู้คนเข้าไปให้ปีศาจสังหารนั่นเอง หลังจากนั้นไม่นาน.. Lachdanan อัศวินหนึ่งในกองทัพของ Leoric ผู้รอดชีวิตกลับมาจากสงครามนองเลือดนำข่าวความพ่ายแพ้ของกองทัพ Leoric กลับมา....Lachdanan นั้นได้เห็นการตายของเหล่าสหายอัศวินของตนทั้งหลาย และไม่อาจตอบเหล่าเพื่อนพ้องที่ตายถึงความหมายของสงครามครั้งนี้แบกรับความทุกข์ความรวดร้าวแสนสาหัสกลับมาหาราชาที่ตนภักดีโดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่รอตนอยู่ มีเพียงความทรมานรวดร้าวมากกว่าเดิมเท่านั้นเอง.......
Lachdanan นำเหล่าอัศวินที่รอดชีวิตเดินทางกลับมาหา Leorc หลังจากคุกเข่าลงต่อหน้าราชาของตน...สิ่งที่ได้ยินมีเพียงคำสั่งประหารจากราชาที่ตน ภักดี บัดนี้ Lachdanan รู้แล้วว่าราชาที่จนเคยรักและภักดีได้จากไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงเศษซากของชายแก่คลุ้มคลั่งไร้สติ....สิ่งที่ตนเองทำได้เหลือเพียงอย่างเดียว... Lachdanan สังหารราชา Leoric ด้วยมือตนเองในดาบเดียวหวังที่จะปลดปล่อยวิญญาณที่คลุ้มคลั่งของราชาของตนโดยไม่รู้เลยว่าชะตากรรมที่โหดร้ายกว่าความตายกำลังรอคอยตนเองและราชาของตนอยู่....
ในห้วงลมหายใจสุดท้ายของ Leoric ราชาแห่งความมืดได้กล่าวคำสาปสุดท้าย...คำสาปแห่งความมืดที่ทรงพลังและมีผลต่อเหล่าอัศวินที่ภักดีต่อตนเอง Leoric สาปแช่ง ให้เหล่าอัศวินผู้ภักดีต่อตนต้องตามไปรับใช้ตนเองในนรกไป ส่งผลให้เหล่าอัศวินทั้งหลายได้กำเนิดใหม่เพื่อรับใช้และสังหารศัตรูของราชาที่พวกตนภักดีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีอีกแล้วเหล่าอัศวินและกองทัพที่แสนเกรียงไกรและสง่างามในอดีต ไม่มีอีกแล้วราชาทรงธรรมผู้เคยห้าวหาญและมีเมตตาธรรม บัดนี้หลงเหลือเพียงเศษซากของความชั่วร้ายจากคำสาปแห่งความตาย บัดนี้เหลือเพียงเหล่าข้ารับใช้แห่งนรกผู้ล่าสังหารมนุษย์.....เหลือเพียงกองพันแห่งราชาโครงกระดูก....Leoric !!!
***********************************************************************
หลังจาก Lazarus ลักพาตัวเจ้าชาย albrecht ในที่สุด Diablo ก็ได้ร่างที่จะใช้ในการกลับมาบนโลกอีกครั้ง...ในที่สุด Diablo ก็เข้าครอบงำเจ้าชาย Albrecht ในระหว่างการครอบงำนั้น.. เจ้าชาย Albrecht ต้องพบกับความน่าสะพรึงกลัวอันแสนสาหัส ความกลัวของเจ้าชายและพลังของเจ้า อสรู Diablo นั้นทำให้เกิดการบิดผันของมิติ....บัดนี้นรกนั้นได้มาอยู่บนโลกมนุษย์แล้ว ...ภายใต้โบสถ์แห่ง Horadrim …….
บัดนี้เจ้าอสูรแห่งความกลัวกลับมาอีกครั้ง แต่ Diablo นั้นค้นพบว่าตนเองนั้นยังคงอ่อนแรงและยังมีพลังไม่เต็มที่ไม่สามารถ ออกไปดำเนินการตามแผนการต่อไปได้จึงเรียกเหล่าปีศาจข้ารับใช้ของตนออกมา บัดนี้เขาวงกตใต้โบสถ์แห่งเมือง Tristram กลายเป็นรังของเหล่าอสูรจากนรก....
ไม่นานโบสถ์แห่งเมือง Tristram ก็กลายเป็นสถานที่ต้องสาป เหล่าผู้คนพากันหวาดกลัวไม่อยากเข้าใกล้..มีเสียงร่ำลือถึง...เสียงร้อง โหยหวน..และเสียงของเหล่าปีศาจจากนรก..แต่ว่า..เหล่านักเดินทางทั้งหลายก็ต้องการเดินทางมายังโบสถ์แห่งนี้ เหล่านักพจญภัยเดินทางมาจากทั่วทุกทิศตามข่าวลือถึงทรัพย์สมบัตรที่อยู่ ภายใต้โบสถ์...ผู้คนมากมายเดินทางมายัง Tristram ด้วยจุดประสงค์ที่หลากหลายแตกต่างกัน
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการพจญภัยของเหล่าผู้อาจหาญท้าทายอำนาจของ จอมอสูร ขอเชิญทุกท่านร่วมเดินทางเข้าสู่ ความมืดมิดในเขาวงกต ฝ่าฟันเหล่าอสูรร้ายจากนรกพบกับคำภีร์เวทย์ที่สูญหาย..ทรัพย์สมบัตรมาก มาย...เผชิญหน้ากับ..เจ้าอสูรแห่งความกลัว..ที่ห้วงลึกในเขาวงกต ขอเชิญ เข้าสู่เนื้อเรื่องหลักของ...Diablo 1 ได้เลย …..
*********************************************************************
เหล่าผู้กล้าจาก Diablo 1…อันประกอบด้วย ..
Warrior
เหล่านักรบผู้กล้าหาญ..มีทั้ง Barbarian จากแดนทางตอนเหนือและเหล่าอัศวินแห่งแสงและเหล่านักรบนิรนามจากทั้วทั้งแผ่นดิน Sanctuary ทั้งหมดเดินทางมายัง Tristram เพื่อจุดหมายที่ต่างๆกัน..แต่มีจุดหมายเพียงหนึ่งเดียวคือ..โบสถ์ต้องสาปแห่งเมือง Tristram เพื่อทรัพย์สมบัตรและชื่อเสียงเกียรติยศ..เหล่านักรบทั้งหลายจึงเข้าสู่เขาวงกตที่มืดมิดภายใต้โบสถ์ของ Tristram โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่รอตนอยู่มีเพียงฝันร้ายตลอดการเท่านั้นเอง...
Rogue
เหล่าสมาชิกของกลุ่ม...พี่น้องเนตรไร้แวว (Sisters of Sightless Eye) ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นมือธนูอันดับหนึ่งบน Sanctuary และยังฝึกฝนการใช้อาวุธระยะประชิดและเวทย์มนต์อีกด้วย...เหล่าผู้คนภายนอก..ไม่เคยได้รู้ถึงโครงสร้างและระบบภายในของกลุ่ม ว่าเป็นเช่นไร..สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของกลุ่มก็คือชื่อเสียงการธนู...เหล่าสมาชิกนั้นจะฝึกฝนการใช้ “เนตรแห่งจิตใจ”....เพื่อใช้ในการต่อสู้หรือตรวจหากับดัก ในขณะที่เหล่าผู้คนทางตะวันตก..คิดว่าพวกเธอเป็นเพียงRogue ธรรมดา เหล่า Sisters of Sightless Eye จะปกปิดตนเองในขณะเดินทาง...เป็นเพียงนักเดินทางธรรมดามีเหล่าคนโง่จำนวนมากที่ประเมินค่าพวกเธอต่ำเกินไปในการต่อสู้..เมื่อเห็นรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเธอเหล่าคนโง่เหล่านั้นต้องจ่ายความโอหังของตนด้วยชิวิตตนเอง เหล่า Rogue เดินทางมายัง Tristram เพราะได้ยินถึงเงินทองและสมบัตรมากมายที่อยู่ภายใต้โบสถ์ต้องสาป และเพื่อทดสอบความสามารถของตนกับเหล่าปีศาจทั้งหลายที่เล่าลือกันว่าอยู่ใน Tristram…
Wizard
จอมเวทย์ผู้เชี่ยวชาญการใช้มนตราทุกรูปแบบ หนึ่งในสมาชิกของสมาคมเวทย์ที่ยิ่งใหญ่ Vizjerai Wizard ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเหล่า Warrior หรือมีฝีมือการใช้ธนูแบบ Rogue แต่สิ่งที่ทดแทนคือ อำนาจมนตราที่สามารถสังหารเหล่าปีศาจร้ายได้อย่างง่ายดาย..เหล่าจอมเวทย์จาก Vizjeria เดินทางมายัง Tristram เพื่อค้นหาความรู้และตำราเวทย์ที่เชื่อว่าน่าจะมีอยู่ใต้ โบสถ์ของเมือง Tristram พร้อมกับความรู้ต่างๆมากมาย เป้าหมายสูงสุดของเหล่า Vizjerai คือเป็นหนึ่งในเชิงอาคมและควบคุมพลังแห่งเวทย์ที่ยิ่งใหญ่...
**************************************************************************
Uldyssian นำทัพผู้ติดตาม...ออกเดินทางสู่เมือง Toraja สถานที่ตั้งของ Church of Triune และเข้าโจมตี วิหารของลัทธิ ณ ที่นี้เอง Lilith ได้ปรากฏตัวออกมาและบอกแก่ Uldyssian ว่าต้องการให้ Uldyssian ทำลายวิหารนี้ซะ
ในตอนนั้น Rathma บุตร Lilith และ Inarius ได้ติดต่อกับ Trag’oul มังกรยักษ์ Rathma นั้นต้องการเข้ามามีบทบาทในสงครามครั้งนี้หลังจากหลบซ่อนตัวเป็นเวลานานจน Lilith และ Inarius คิดว่า Rathma ตายไปนานแล้ว Rathma จำเป็นต้องเปิดเผยตัวออกมา. ขณะเดียวกันที่วิหาร Uldyssian ได้กลับมารวมกลุ่มกับพวกและหนีออกจากวิหาร หลังจากนั้น Uldyssian จะขู่สภาอาวุโสของเมือง Toraja ว่าหากมีการก่อตั้งวิหารและลัทธิ Church of Triune ขึ้นมาใหม่ Uldyssian และพรรคพวกจะกลับมาเยี่ยม Toraja อีกครั้ง.........
ขณะเดียวกัน Inarius นั้นตอนนี้ไม่เกรงกลัว สวรรค์อีกต่อไปแล้วเนื่องจากพลังแห่ง World stone และคิดกลับมาเป็นใหญ่อีกครั้ง และถึงแม้จะรู้ถึงการกลับมาของ Rathma Inarius ก็ไม่เกรงกลัวผู้ใดอีกต่อไปไม่ว่าจะเป็น Lilith หรือ ลูกชายตนเอง ฝ่าย Uldyssian นั้นหลังจากเสร็จศึกก็ตั้งแคมป์อยู่ที่นอกเมือง ในตอนนั้นเองชาวเมืองจำนวนมากเดินทางมาหา Uldyssian เนื่องจากต้องการเรียนรู้ในสิ่งที่ Uldyssian สอนและหวังในพลัง.....หลังจากที่ Uldyssian แน่ใจว่าผู้ติดตามกลุ่มใหม่เข้าใจในสิ่งที่ตนจะสอนอย่างชัดเจนแล้ว เหล่าผู้ติดตามทั้งหมดของ Uldyssian ก็ตั้งชื่อใหม่ให้แก่ตนเองว่า "Edyrem" แปลว่า เหล่าผู้ได้เห็นแล้ว นั่นเอง...
ในช่วงนี้ Serenthia สมาชิกสาวของ Uldyssian ออกไปตักน้ำคนเดียวและ ถูก Lilith เข้าสิง และหลังจากนั้น Mendeln พี่ชายของ Uldyssian ก็ได้พบกับ Rathma และถูก Rathma พาตัวไป .และได้พบกับ Trag’oul
Trag’oul และ Rathma เล่าเรื่องราวทั้งหมด Mendeln ฟัง ตั้งแต่การกำเนิดโลก เรื่องที่มนุษย์ก็คือบุตรหลานของ Nephalem และมีเชื้อสายมาจาก เทวทูตและปีศาจ Trag’oul บอกว่าหากเหล่าเทวทูตและปีศาจค้นพบ Sanctuary ต้องเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นบนโลกอย่างแน่นอนสงครามซึ่งจะทำให้ Sanctuary ถูกทำลายลงอย่างแน่นอน........
Mendeln ได้พาตัว Uldyssian มาหา Trag’oul และ Rathma และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังแต่ Uldyssian โกรธ Rathma และคิดว่า Rathma นั้นครอบงำ Mendeln Uldyssian จึงใช้พลังของตนหนีออกมา Uldyssian มาโพล่ที่ mount Arreat Rathma ตามมาและพา Uldyssian ไปยัง World Stone ที่นั่นเอง Uldyssian พยายามที่จะใช้ World Stone เพื่อเพิ่มพลังให้แก่เหล่าพวกพ้อง แต่ผลจบลงที่ Uldyssian ได้เปลี่ยนโครงสร้างของ World Stone ไป.......
ระหว่างการเดินทางกลับไปหา Trag’oul Uldyssian ได้รู้ว่า Inarius กำลังเดินทางไปที่ World Stone Uldyssian กลับไปหาพวกพ้องและได้เจอกับ Lilith ทั้งคู่จึงไปยัง world stone เพื่อต่อสู่กับ inarius Inarius เอาชนะทั้งคู่อย่าง่ายดาย และเข้าไปสำรวจ World Stone และได้ค้นพบว่า โครงสร้างของ World Stone ได้เปลี่ยนไปแล้วและได้บอกว่า Uldyssian ได้ทำผิดพลาดอย่างมหันต์แล้วตอนนี้ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีก Inarius จึงตัดสินใจที่จะทำลาย Sanctuary และค่อยสร้าง Sanctuary แห่งใหม่อีกครั้ง.......
************************************************************************
หลังจากนั้น Lilith ได้พยายามที่จะเข้าครอบงำ เหล่า Edyrem โดยการล่อลวง(อ่อย) พวกพ้องคนหนึ่งของ Uldyssian ที่ชื่อ Romus ให้ทรยศ Uldyssian และก็สังหาร Romus ทิ้ง ในขณะที่ Uldyssian กำลังจะถูกสังหารและบูชายัญไปพร้อมกับเหล่าผู้ติดตามของ lilithเพื่อใช้ครองงำเหล่า Edyrem Archilios ก็โพล่มาช่วยเหลือ Uldyssian ไว้ได้ทัน และได้ปลดปล่อย Serenthia จากการครอบงำของ Lilith Lilith หลบหนีไป...
จากนั้น Uldyssian พยายามจะช่วยเหลือเหล่าผู้ถูกครอบงำโดย Lilith โดยการพยายามถอนคำสาปแต่ก็จำใจต้องสังหารผู้คนเหล่านั้นทิ้งเนื่องจาก เริ่มจะกลายร่างเป็นปีศาจและไม่สามารถช่วยเหลือได้ Uldyssian สาบานว่า Lilith ต้องชดใช้หนี้เลือดครั้งนี้ อย่างแน่นอน..........
ในขณะที่ Rathma Mendeln และมังกร Trag’oul ทั้งสองสอน Mendeln ถึงศาสตร์ในการปลุกวิญญาณ Necromancer คนแรกของโลกถือกำเนิดขึ้น Mendeln ได้ปลุกวิญญาณ High Priest Malic ขึ้นมา และเสนอว่าจะล้างแค้น Lilith ให้แลกกับข้อมูลของ วิหารหลัก
ในขณะที่เหล่า Edyrem กองทัพของ Lilith และเหล่า Edyrem เข้าทำการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง Lilith ได้เรียก Thonos ปีศาจหนวดที่โจมตีจากใต้ดินได้เข้าทำการต่อสู้กับ Edyrem ในขณะที่เหล่า Edyrem กำลังจะเพลี้ยงพล้ำ Achilios ก็โพล่มา(อีกแล้วววว ตลอดดด) พร้อมกับลูกธนูที่ยิงไปแล้วระเบิดได้ (คุ้นๆป่าวครับ) หลังจากเห็นว่า Thonos อย่างเดียวจะเอาไม่อยู่ Lilith ก็ใช้เวทย์ปลุกเหล่าคนตายจากทั้งสองฝ่ายเข้าสังหารเหล่า Edyrem ในขณะที่สถานการณ์กำลังย่ำแย่ Mendeln ก็โพล่มา (อีกแล้ววว) ด้วยทักษะแห่ง Necromancer เหล่ากองทัพคนตายย่อมไม่มีความหมายต่อ Mendeln พี่แกทำลายเรียบ ตอนนั้นเอง Uldyssian ได้เกิดอุบัติเหตุ Summon Lilith ออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ Lilith จึงพา Uldyssian teleports ไปยังวิหารหลัก และก็มาถึงการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่าง Lilith และ Uldyssian…..
Uldyssian สามารถเอาชนะ Lilith พร้อมกับถล่มวิหารหลักลงมา ก่อนจะทิ้ง Lilith ที่บาดเจ็บใกล้ตายไว้ ท่ามกลางวิหารที่กำลังถล่ม Rathma มาถึงวิหารหลักและได้พบกับ ศพของ Lilith Rathma อำลาแม่สุดที่รักของตนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากไป....แต่ว่า....จริงๆแล้ว ที่ Rathma เห็นคือภาพลวงตาที่ Inarius สร้างขึ้น Inarius เผยตัวออกมาแน่นอนครับไม่ใช่เพราะต้องการช่วยเหลือ Lilith อย่างแน่นอน Inarius บอก Lilith ว่าตนได้เพิ่มพลังแก่ World Stone เพื่อให้เหล่า Edyrem สามารถเอาชนะ Lilith ได้ Inarius ไม่ต้องเปลืองแรงออกตามล่า Lilith ด้วยตนเอง Inarius ได้ใช้พลังกัก Lilith ไว้.... Inarius บอกแก่ Lilith ว่า Lilith ถือว่าโชคดีแล้วถ้าเทียบกับชะตากรรมที่ Uldyssian และเหล่า Edyrem จะต้องเพชิญ....ก่อนจะทำการส่ง Lilith ไปยังมิติแห่งความมืด......ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวและมืดมิดไปตลอดกาล .......
*********************************************************************
หลังจาก Uldyssian เอาชนะ Lilith ได้แล้ว Uldyssian ก็ต้องการเปิดสงครามกับ Inarius และเหล่า Cathedral of Light Uldyssian จึงได้เดินทางไปยัง เมือง Kehjan เพื่อขอความช่วยเหลือจากเหล่าสมาคมจอมเวทย์ ณ จุดนี้ Uldyssian มีเหล่า edyram ติดตามเกือบถึง 1000 คนแล้ว และกำลังนำเหล่าผู้ติดตามเดินทางไปยังเมือง Kehjan ระหว่างการเดินทาง Rathma ก็สอน mendeln ถึงศาสย์แห่ง Necromancer และสอนให้ Mendeln สามารถเรียกวิญญาณไว้คอยช่วยเหลือและสืบหาข่าวให้ได้ ขณะกำลังเดินทางเหล่า Edyram ได้พบกับ คณะคาราวานพ่อค้าผู้ทรงอำนาจและตัดสินใจจะอาศัยเหล่าพ่อค้าเพื่อเป็นช่องทาง ให้ได้พบกับเหล่า สมาคมจอมเวทย์ Uldyssian ตัดสินใจเดินทางไปกับเหล่าพ่อค้าเพียงลำพัง.......
ระหว่างการเดินทางคณะพ่อค้าถูกโจมตีโดยจอมเวทย์และถูกสังหารเหลือแต่ Uldyssian ที่ถูกจับและนำตัวไปยังรังลับใต้เมือง Kehjan จอมเวทย์ที่จับตัว Uldyssian ต้องการใส่ร้ายว่า Uldyssian เป็นผู้สังหารเหล่าพ่อค้า จอมเวทย์ได้ทิ้ง Uldyssian ไว้กับลูกน้องของตนและออกไปเพื่อประชุมกับเหล่าสมาคม ลูกน้องของจอมเวทย์นั้นแท้จริงแล้วก็ อสูร Malic ที่ Uldyssian คิดว่าตนได้กำจัดไปแล้วตอนเข้าโจมตี Church of Triune Malic รอดชีวิตมาได้เพราะมีเศษของ World stone อยู่จึงสามารถเข้าสิงร่างใหม่ได้ และได้ใช้ร่างใหม่ดำเนินแผนการช่วยเหลือจอมเวทย์ที่เจ้าโจมตี Uldyssian และเพื่อให้ได้โอกาสที่ Malic จะสามารถหาร่างที่ทรงพลังได้ร่างของ Uldyssian...
จอมเวทย์ที่เข้าโจมตี Uldyssian ถูกสอบสวนโดยเหล่าผู้อาวุโสของสมาคมเนื่องจากตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วน เกี่ยวข้องในการสังหารเหล่า พ่อค้า ตอนนั้นเองที่เกิดเสียงระเบิดและตึกก็สั่นไหว เมื่อจอมเวทย์มาถึง Uldyssian ได้หายไปแล้ว ลูกน้องของจอมเวทย์ตาย และจอมเวทย์คนนั้นก็ถูก Malic เข้าสิง
Uldyssian วิ่งหนีไปตามท้องถนนและได้พบกับ เจ้าชาย Ehmad Uldyssian เล่าเรื่องทุกอย่างให้เจ้าชายฟังเชื่อคำพูดของ Uldyssian และสัญญาว่าจะหาทางให้ Uldyssian ได้พบกับเหล่าสมาคมจอมเวทย์ ในตอนนั้น Inarius ก็เริ่มแผนการให้เหล่าสาวกกระจายข่าวลือไปทั่วแผ่นดินว่า Uldyssian และเหล่า Edyrem ว่าเป็นต้นเหตุของความตายและเรื่องวุ่นวายทั่วแผ่นดิน
Inarius ได้เข้าโจมตี Uldyssian ทางจิตเพื่อทำให้ Uldyssian อ่อนแอ ทั้งสองเข้าต่อสู่กันภายในจิต Uldyssian ถึงแม้จะรู้สึกตัว แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะ Inarius ได้ Uldyssian รู้สึกว่าตนเองอ่อนแอและ Inarius นั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก แต่ที่จริงแล้ว Inarius บาดเจ็บหนักจากการเข้าสู้กับ Uldyssian ครั้งนี้ Uldyssian นั้นเป็นมากกว่าคนธรรมดา ยิ่งใหญ่และทรงพลังยิ่งนัก มากกว่า เทวทูตหรือปีศาจตนใด...Inarius เริ่มเกรงกลัว Uldyssian และจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัด Uldyssian ถึงแม้ต้องแลกมาด้วย Sanctuary ก็ตาม......
ตอนนี้นั้น Trag’oul ไม่สามารถอำพราง โลก Sanctuary ต่อเหล่าเทวทูตได้อีกต่อไป... และเหล่า Edyrem ก็ได้เคลื่อนทัพไปยัง Cathedral of light ทางตอนเหนือที่ห่างไกล และเข้าต่อสู่กับเหล่าสมาชิกของ Cathedral of light ที่ Inarius ได้ให้พลังไว้ และ Inarius และ Uldyssian ก็เข้าต่อสู้กันเมื่อผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกทั้งสองห่ำหั่นกัน ทั่วทั้งโลกก็ยังต้องสั่นสะเทือนเพราะการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้.....
เมื่อการต่อสู้ใกล้จะจบลง อันตรายใหม่ก็เข้าจู่โจม เหล่าเทวทูตหลายพันปรากฏกายบนท้องฟ้า......Edyrem ต่อสู้กับเหล่า เทวทูตอย่างกล้าหาญ แต่แล้ว...อันตรายสุดท้ายก็เผยตัว ประตูนรกถูกเปิดและเหล่าปีศาจจากนรกก็ เข้าร่วมสงครามครั้งนี้ เหล่าปีศาจ Edyrem nephalem และเหล่า เทวทูต เข้าสู่สงครามครั้งสุดท้ายสงครามที่จะกำหนดอนาคตของโลกและมี เพียงผู้เดียวที่จะหยุดสงครามครั้งนี้ได้....มนุษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น
Uldyssian เอาชนะและจับตัว Inarius มาให้แก่เหล่าเทวทูตชั้นสูง ทั้ง 5 เหล่าเทวทูตทั้ง 5 ทำการโหวจเพื่อตัดสินอนาคตของ Sanctuary ผลโหวตสุดท้ายอยู่ที่ Tyreal และ Tyreal ตัดสินให้ Sanctuary คงอยู่ต่อไปและไม่ถูกทำลาย แต่จะลบความทรงจำของเหล่ามนุษย์ทิ้งทั้งหมด ตอนนั้นเอง Mephisto ก็ปรากฏตัวออกมาเพื่อยื่นข้อเสนอ....ข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธ Mephisto ให้สัญญาว่าจะไม่โจมตี Sanctuary หากมีของแลกเปลี่ยนบางอย่าง ของสิ่งนั้นคือ Inarius Mephisto ต้องการนำ Inarius กลับไปยังนรกด้วย...เหล่าเทวทูตตกลง...เมื่อ Mephisto ลาก Inarius กลับไปยังนรกที่ซึ่ง Inarius ต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอดกาล สันติสุขและความสงบก็มาเยือน Sanctuary…………ชั่วคราว
*************************************************************************
หลังจากเหล่านักรบทั้งหลายเดินทางมายัง Tristram ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถลงไปถึงชั้นสุดท้ายได้...ในที่สุดวันหนึ่ง..นักรบ นิรนามผู้หนึ่ง ได้เดินทางมาถึง Tristram มิมีผู้ใดรู้ว่าเค้าเป็นใครมาจากไหน...รู้แต่ว่านักรบหนุ่มนิรนามเก่งกล้า ทั้งทางเชิงดาบและเวทย์มนต์...ยิ่งนานวันเข้านักรบนิรนามก็สามารถลงไปยังเขา วงกตชั้นที่ลึกลงไปๆ เรื่อยจนถึงชั้นที่มิเคยมีผู้ใดไปถึง....
นักรบนิรนามต่อสู้ผ่านชั้นต่างๆ...ผ่านราชากระดูก Leoric ปลดปล่อย Lachdanan ต่อสู้กับเหล่าอสูรร้ายจากนรกทั้งหลาย...ผ่านพ้นภารกิจต่างๆ...สังหาร lazarus และในที่สุด...เค้าก็ลงไปถึงชั้นสุดท้าย...ก่อนการต่อสู้ครั้งใหญ่จะเริ่ม ขึ้น...
จนในที่สุด...Diablo ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับผู้กล้านิรนาม เสียงร้องโหยหวนของเจ้าอสูรแห่งนรกดัง กึกก้องไปทั่วทั้ง Tristram และหลังสิ้นเสียงของเจ้าอสูร..สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของนักรบนิรนามก็คือ ร่างของเจ้าชาย ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของเจ้าชายจะหายไป...
หลังจากวิญญาณของเจ้าชายได้หลุดพ้นจากเจ้าอสูร สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ คือ ศิลาสีแดง นักรบนิรนามหยิบมันขึ้นมาก่อนจะมีเสียงดังก้องอยู่ในหัว บัดนี้เขารู้แล้วว่าต้องทำสิ่งใดต่อไป ผู้กล้าได้นำศิลาสีแดงนั้นปักลงไป บนหน้าผากตนเอง และหวังว่าตนเองจะแข็งแกร่งเพียงพอจะผนึกเจ้าอสูรไว้ได้....
ไม่นานหลังจากผู้กล้านิรนามกลับขึ้นมาบน Tristram ทั้งเมืองต่างสรรเสริญผู้กล้าผู้นี้อย่างยิ่งใหญ่..ทั้งเมืองล้วนกลับมามีความหวัง พวกเค้าอยากจะลืมเลือนฝันร้ายจากเจ้าอสูรไปเสีย ผู้กล้านิรนาม บอกว่าตนเองไม่มีญาติพี่น้อง..และไม่มีบ้านให้กลับไป...ในที่สุดชาวเมืองก็ ได้ยกบ้านให้นักรบนิรนาม พวกเค้าไม่รู้ตัวเลยว่าฝันร้ายที่แท้จริงกำลัง จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว...
**********************************************************************
เข้าสู่เนื้อเรื่องของ Diablo 2
ณ..สถานรักษาผู้ป่วยทางจิต ร่างๆหนึ่งในผ้าคลุมเดินเข้ามายังสถาน ที่หาง ความบ้าคลั่งนี้...ร่างนั้นเดินไปยังห้องๆหนึ่งที่มีชายชราท่าทางเสียสติคน หนึ่งนอนอยู่…..
ขายชราเงยหน้าขึ้นมอง....Tyreal… คือชื่อที่เค้าเรียกออกมา ในขณะที่ร่างในผ้าคลุมก็เรียกชื่อเค้าออกมา เช่นกัน Marius คือชื่อของชายชรา ก่อนเค้าจะเริ่มเปิดปากเล่าถึงการเดินทางอันแสวยาวนาน.และห่างไกล การเดินทางพร้อมกับเพื่อนร่วมเดินทางที่เค้าไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ...
Marius จะเล่าถึงการหลบหนีออกมาจาก Rogue Monastery หลังจากที่มีเหล่าปีศาจได้บุกเข้าไป...ทำให้ Marius พยายามหนีจากฝันร้ายไปหลบยังโรงแรงแห่งหนึ่งที่ซึ่งวันๆ เค้าจะนั่งทอดอาลัยเพื่อให้ลืมเลือนวันเวลาแห่งฝันร้ายที่ผ่านมา...วันเวลา ผ่านไป จนกระทั่งคืนหนึ่ง ในคืนที่หิมะตกหนัก ฝันร้ายของ Marius ก็มาถึง
พายุหิมะพัดกระหน่ำใส่โรงแรม ที่มีเหล่านักเดินทางพักผ่อน..ดื่มกิน กันอยู่...ตอนนั้นเอง..เสียงประตูก็เปิดขึ้น..ชายในผ้าคลุมคนหนึ่งเดินเข้า มาภายในโรงแรงอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับดาบขนาใหญ่ ชายในผ้าคลุมนั่งลงใกล้ๆกับ Marius ก่อนจะปักดาบลงกับพื้นเสียดังสนั่น ทุกสายตาในโรงแรมหันมามองที่เขา ก่อนที่เขาจะเริ่มสั่น...สั่นเหมือนมีอะไรบางอย่างภายในตัวเค้าที่เขาควบคุมไม่ได้ เสียงหัวเราะของเหล่านักเดินทางที่หัวเราะชายในผ้าคลุม และ ในที่สุดสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น สัตว์ร้ายต่างๆจากนรกปรากฎตัวออกมาสังหารผู้คนในโรงแรมทั้งหมด บัดนี้เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วทั้งโรงแรม ก่อนที่สุดท้ายการสังหารหมู่จะสิ้นสุดลง สัตว์ร้ายและ อสูรทั้งหลายจากไปแล้ว ชายในผ้าคลุมกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะ เดินออกไปโดยไม่สนใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เหลือเพียง Marius กับแก้วเหล้าในมือ เค้าเป็นเพียงผู้รอดชีวิตคนเดียวก่อนจะโยนแก้วเหล้า ของตนทิ้งไปและเริ่มออกเดินทางติดตามชายในผ้าคลุมหรือที่ต่อไปผู้คนจะ เรียกขานร่างในผ้าคลุมนั้นว่า The Dark Wanderer ….. Marius ไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อทั้งชะตาขีวิตตนเองและ เปลี่ยนโลกของ Sanctuary ไปตลอดกาล...
***********************************************************************
บัดนี้อสูรร้ายจากนรกได้กลับมาเดินบนผืนแผ่นดินมนุษย์แล้ว...เหล่าผู้ กล้าจากทั่วทั้งแผ่นดิน Sanctuary จึงมารวมตัวกันที่ Rogue Encampment สถานที่พักฟื้นของเหล่า Rogue หลังจากที่ถูกยึดครอง Monastery ของตนไป... ณ ที่นี้เองที่เหล่านักเดินทางทั้งหลายที่ได้ข่าวของ The Dark wanderer เริ่มเดินทางออกตามล่า นักเดินทางผู้นำมาซึ่งหายนะผู้นี้....
ผู้กล้าทั้งหลายต้องทำภารกิจต่างๆมากมายเพื่อให้ได้รับความเชื่อถือจาก เหล่า Rogue ที่อยู่ภายใน Camp ไม่ว่าจะเป็นสังหารเหล่าปีศาจ หรือปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกครอบงำของ Blood raven สมาชิกระดับสูงของ Rogue ที่ถูกครอบงำ ( Blood Raven เป็น Rogue ตัวเอกจากภาคแรก) ช่วยเหลือ Deckard Cain เชื้อสายสุดท้ายของ Horadrim ก่อนที่สุดท้ายจะบุกเข้าไปยัง Monastery ของเหล่า Rogue เพื่อสังหาร Andarieal ปีศาจสาวที่ครอบงำเหล่า Rogue อยู่และเปิดทางผ่านแก่ Caravan เพื่อ ออกเดินทางตามล่า The Dark Wanderer ต่อไป....
*********************************************************************
Marius เดินทางรอนแรม ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ...วันและคืนผ่านพ้นไป...เค้าเดินทางตามหลังชาย ในผ้าคลุมผู้ซึ่งดูเหมือนจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง....ใช่.... ดูเหมือนเขาจะมีภารกิจสำคัญที่เร่งเร้าให้เค้าเดินทางโดยไม่หยุดพัก ในที่สุดทั้งสองก็เดินทางมาถึง เมืองท่าแห่งการค้าขายที่ยิ่งใหญ่ Lut Gholein ขณะที่ทั้งสองพักแรมภายนอกเมืองอยู่นั้น Marius ฝันเห็นร่างๆหนึ่งในสุสานถูกผนึกไว้กับศิลาขนาดใหญ่ก่อน ที่เทวทูต Tyreal จะผนึกศิลา Soulstone ไว้กับร่างๆนั้นและปิดผนึกสุสานลับ ไว้ตลอดกาล
ในตอนนั้น Marius ยังไม่รู้เลยว่า..สิ่งที่รอคอยเค้าอยู่จะน่าสะพรึงกลัวมากเพียงใด...ในที่สุดหลังการเดินทางอันยาวนานทั้งคู่ก็มาถึงสุสานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งทั้งสองเดินทางเข้าไปในสุสาน Marius เหลือบมองแสงสว่างภายนอกเป็นครั้งสุดท้าย เสียงๆหนึ่งในจิตใจของ Marius เตือนเค้าว่าอย่าเข้าไปแต่สำหรับ Marius แล้วเสียงนั้นช่างดูห่างไกลเหลือเกิน ในที่สุด Marius และชายในผ้าคลุมก็เข้าไปในสุสานทั้งๆที่ภายในสุสานนั้นมืดสนิทแต่ชายใน ผ้าคลุมก็เหมือนจะรู้ทิศทางเป็นอย่างดี ในที่สุดทั่งคู่ก็มาถึงห้องโถงใหญ่และที่นั่นเองที่ชายในผ้าคลุมกู่ร้องเหมือนทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัสและในขณะเดียวกันนั้น Marius ดูเหมือนจะรู้แล้วว่าหากสิ่งใดที่เคยเป็นความเป็นมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ใน เพื่อนร่วมเดินทางของเขา ซึ่งบัดนี้ไม่มีเหลืออยู่แล้วในร่างนั้น....
ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงจุดหมาย ห้องโถงขนาดใหญ่ที่ซึ่งตรงกลางมีร่างๆ หนึ่งถูกผนึกอยู่กับศิลา...ชายในผ้าคลุมรีบเร่งตรงไปยังร่างนั้นทันที ในขณะที่เค้ากำลังจะเอื้อมมือออกไปนั้นเอง ร่างอีกร่างก็ปรากฏตัวเข้าขัดขวาง Tyreal เทวทูตผู้คอยเฝ้ารักษาสุสานนั่นเอง Tyreal กับชายในผ้าคลุมเข้าต่อสู่โรมรันกัน ในตอนนั้นเอง marius ก็ได้ยินเสียงเรียกจากร่างที่ถูกผนึกว่าให้ช่วยปลดปล่อยเขา จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่มีใครทราบ Marius ตัดสินใจทำตามเสียงนั่น เค้าเอื้อมมือไปยังศิลาที่ถูกปักอยู่ตรงกลางอกของร่างนั้นก่อนจะดึงมันออกมา
เสียงร่ำร้องของเทวทูต Tyreal ดังไปทั่วทั้งสุสาน ก่อนที่เค้าจะตรงมาจับตัว Marius ไว้ “เจ้าไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าทำอะไรลงไปเจ้าพึ่งนำพาหายนะมาสู่โลกนี้ไปซะจงนำ Soul Stone ไปยัง Kurast และไปที่วิหารแห่งแสง ที่นั่นประตูแห่งนรกจะเปิดออกต่อหน้าเจ้า จงนำความ กล้าที่มีอยู่แล้วก้าวข้ามประตูนั้นไปเจ้าต้องไปยังนรกและไปที่ Hellforge เมื่อไปถึงแล้วจงทำลาย Soul Stone นี่ซะ ก่อนที่ร่างที่เคยถูกผนึกบัดนี้พึ่งตรงมาที่ Tyreal แล้ว Marius ก็ออกวิ่งหนีออกจากสุสานอันแสนมืดมิด หนีจากความน่าสะพรึง ที่ไม่ว่าใครก็คงจินตนาการไม่ถึงอย่างแน่นอน....
***********************************************************************
Marius ออกเดินทางดั้นด้นมาจนถึง Kurast ไปจนถึงวิหารแห่งแสงภายในชั้นลึกที่สุดอันเป็นที่อยู่ของ พี่ใหญ่ของ สามเจ้าอสูร Mephisto ณ ที่แห่งนี้สามพี่น้อง ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งหลังจากกาลเวลาอันยาวนาน...บัดนี้.ถึงเวลาเริ่ม ต้นแผนการอันชั่วร้ายที่ทั้งสามวางไว้เมื่อนานมาแล้ว....
และ ณ ที่แห่งนี้เอง...เปลือกนอกที่ยังคงเป็นมนุษย์ของ The Dark wanderer สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนไป...ในที่สุดวีรบุรุษในอดีต..ก็กลายเป็นร่างอันสมบูรณ์ ให้แก่เจ้าอสูรแห่งความกลัว..Diablo.. ก่อนที่ทั้งสามจะเปิดประตูสู่นรก และ Diablo ก็ก้าวเท้ากลับไปยังบ้านที่จากมาแสนนาน ทุกขั้นตอนอันแสนสยดสยองนั้น Marius ได้ประจักษ์แก่สองตา ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้าย แต่ Marius ก็เป็นมนุษย์เพียงผู้เดียวที่เคยมีโอกาสเห็นทั้งสามพี่น้อง..อยู่ด้วยกัน Marius ไม่สามารถบังคับให้ตนเองก้าวข้ามประตูนรกไปได้ในที่สุดเขาก็ได้หนีไปไกลแสนไกล...
กลับมายัง ณ เวลาปัจจุบัน ที่ สถานบำบัดผู้ป่วยทางจิต... Marius เล่าต่อไปว่า เค้าได้ยินมาว่ามีผู้กล้าที่สามารถปราบเจ้าอสูรทั้งสอง คือ Mephisto และ Diablo และนำ Soul Stone ของทั้งสองไปทำลายที่นรกสำเร็จแล้ว..เหลืออีกเพียงหนึ่งเดียว ก่อนจะเฝ้าเอาแต่ขอโทษร่างในผ้าคลุมนั้นถึงความผิดที่เค้าได้ก่อขึ้น ก่อนร่างในผ้าคลุมนั้นจะยืนขึ้น.ก่อนจะบอกให้ส่ง Soul Stone มาให้ข้า Marius รับส่งให้ด้วยความดีใจเหลือเกินที่ในที่สุดมันก็จบเสียที” “เจ้าได้ทำสิ่งที่เจ้าควรทำแล้ว....แต่ว่า.ข้าไม่ใช่เทวทูต Tyreal ของเจ้า” ก่อนที่ความมืดในผ้าคลุมจะเผยให้เห็นใบหน้าของเจ้าอสูรแห่งการทำลายล้าง Baal!!! …..เอาล่ะในที่เมื่อเจ้าทำดีขนาดนี้ข้าว่าเจ้าสมควรได้รับรางวัลของเจ้านะ Marius “สิ้นเสียงคำพูดเสียงร้องด้วยความทรมานก็ดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ เจ้าแห่งการทำลายล้างเดินออกมาพร้อมเปลวไฟที่เริ่มลุกท่วมภายในตึก บัดนี้ ถึงเวลาแห่งหายนะของทุกสิ่งมีชีวิตบน Sanctuary แล้ว จอมปีศาจแห่งการทำลายล้าง กลับมาแล้ว...
**********************************************************************
การเปลี่ยนแปลงของ Sanctuary ไปตลอดกาล.. เมื่อ Baal ได้ Soul Stone ของตนกลับมา...ก็เริ่มต้นแผนการ...ถึงแม้พี่น้องของตนไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว แผนการที่จะเข้าครอบงำ World Stone เพื่อใช้ในการยึดครอง Sanctuary เบลลพร้อมกับกองทัพ..เข้าบุก Mount Arret แผ่นดินบ้านเกิดของเหล่า Barbarian กองทัพของ Baal เข้าโจมตีอย่างหนัก เป็นการศึกครั้งใหญ่โดยมีชะตากรรมของโลกเป็นเดิมพันโดยช่วงก่อนเริ่มต้นศึกครั้งนี้เหล่าสภาอาวุโสของเหล่า Barbarian ได้ทำการตีฝ่าวงล้อม...ออกไปเพื่อร่ายคาถาป้องกันเมืองของตน ส่งผลให้เหล่าสภาทั้งหมดเสียสละชีวิตตนเอง..เหลือเพียง Nirathak หนึ่งในสภาสูงเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตกลับมา แต่ในทุกความมืดมิดยังคงมี ความหวังและแสงสว่างการมาถึงของเหล่าผู้กล้าจากทั่วดินแดนนำพาความหวังมา ยังดินแดนนี้อีกครั้ง หลังจากผ่านภารกิจต่างๆเหล่าผู้กล้าก็ได้รับรู้ ว่า Nirathak นั้นเป็นผู้ทรยศหักหลังเพื่อนพ้องสภาสูงเพราะต้องการทำข้อตกลงกับ Baal และ Nirathak ยังได้นำ Artifact โบราณมอบให้กับเบลลทำให้เบลลสามารถโดนทางเข้าสู่ Mount Arret ได้โดยไม่ต้องผ่าน The Ancients หรือวิญญาณของ Barbarians ผู้กล้า ทั้ง 3 ที่ถูกเลือกให้เฝ้ารักษาทางเข้าสู่ World Stone
เมื่อผู้กล้าเดินทางมาถึงก็ต้องทำการพิสูจน์ตนเองต่อหน้าเหล่า The Guardians โดยต้องต่อสู้กับทั้ง 3 และหลังจากเอาชนะทั้ง 3 ได้ เหล่าผู้กล้าก็สามารถเดินทางต่อไปเพื่อขัดขวาง เจ้าแห่งการทำลายล้างได้ หลังจากเหล่าผู้กล้าเดินทางเข้าสู่ World Stone ศึกสุดท้ายที่มีชะตากรรมของโลกแห่ง Sanctuary เป็นเดิมพันก็เริ่มต้นขึ้น......
หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดและยาวนาน ในที่สุดเบลลเจ้าแห่งการทำลาย ล้าง ของถูกสังหารลง ในที่สุดจุดจบแห่งการทำลายล้างก็มาถึง แต่ว่าเหล่าผู้ กล้ามาถึงช้าไปเสียแล้ว พลังของเบลลได้ครอบงำ World Stone ไปเสียแล้วหากทิ้งไว้เช่นนี้พลังของ World Stone จะต้องตกสู่ความชั่วร้ายอย่างแน่นอน ในที่สุด Tyreal ก็ปรากฏตัวขึ้นและบอกว่าสายเสียแล้วที่จะชั่วเหลือ World Stone เหลือทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือการทำลาย World Stone ทิ้งเสีย ซึ่งผลลัพธ์ของการกระทำครั้งนี้นั้น แม้แต่ Tyreal เองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อโลก Sanctuary
Tyreal เปิดประตูมิติให้เหล่าผู้กล้าหนีไป ก่อนจะเริ่มสวดคาถารวบรวมพลังเวทย์ เข้าสู่ดาบคู่กาย เทวทูตผู้องอาจก้มลงคุกเข่าสวดคาถา จนในที่สุดดาบ ของเค้าก็ส่องแสงเจิดจ้า Tyreal ขว้างดาบใส่ World Stone ก่อนจะเกิดแสงสว่างไปทั่วทั้งบริเวณตามมาด้วยการระเบิดของพลังงานมหาศาลครั้งใหญ่ ความมืดเข้าครอบงำ มหากาพย์ครั้งนี้ปิดม่านลงแล้ว....บัดนี้ชะตากรรมของโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป 20 ปี ต่อมาโลกเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน...
จากนั้นก็มาถึงมหกรรมแถของบริซซาร์ด ว่า Baal นั้นได้ทราบถึงวิธีทำลาย จึงแอบทำก็อปปี้สำเนาของ Diablo ไว้ใน Soul Stone สีดำเพื่อให้เกิดเรื่องภาค 3 ต่อไปได้ …
************************************************************************
บทสรุป Diablo III [ Console version]
BY – Decibel per - oxide
ในขณะที่ lesser Evil ได้นำเตรียมนำทัพบุกโลก อีกครั้งหลังจากการหายตัวไป ของ Tyrael 20 ปี พร้อมกับคำทำนายการบุกของมนุษย์ โดยเริ่มจากดาวตก ณ เมือง New Tristan การปรากฏตัวของเหล่าฮีโร่กลุ่มใหม่ (เชิญคุณเลือกเป็นได้ตามสะดวกครับ)
BARBARIAN จอมถึก อัดหนัก และ บ้าพลัง ด้วย Primary Attack และ Secondary Attack ที่สุดแสงรุนแรง บวกกับ Defensive Skill ในการป้องกันตัวและเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี แถมด้วย Might Skill ในการสนับสนุนการโจมตีให้ศัตรูได้รับความเสียหายหนักขึ้นไปอีก แถมยัง Buff ให้เพื่อนๆได้ด้วยใน Tactic Skill ก็ถือว่า คนเถื่อนเป็น Class ที่เล่นง่ายบวกและคงไว้เพื่อความสะใจได้ดีมากๆครับ
MONK นักสู้ที่มีสองมือคืออาวุธร้ายแรงด้วยความพริ้วไหว พระนักบู๊อาจไม่ถึกเท่าคนเถื่อน แต่การโจมตีด้วยหมัดที่เต็มไปด้วยคอมโบมากมายเวลาเข้าคลุกวงในนั้นสุดมันมากครับ มี Spirit ที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งเมื่อใช้ Primary Attack และ Secondary Attack ที่สามารถโจมตีได้รอบตัว Defensive Skill ในการป้องกันตัวและเอาตัวรอดที่ทำให้ศัตรูหยุดชะงัก มี Technique Skill ที่ใช้ในการไล่ล่าเป้าหมาย ตามด้วยการอัดจนเลือดไหลไม่หยุดด้วย Exploding pain ตามด้วยไม้ตายของพระคือ Focus Skill อีกมากมาย พระนักบู๊จึงเป็นตัวละครที่ทั้งโหดและทั้งหฤหรรษในการใช้เล่นเป็นอย่างมาก
DEMON HUNTER นักล่าที่จะทำให้ปีศาจอาจะต้องหลั่งน้ำตาด้วยหน้าไม้คู่สะท้านภพ (ตัวละครที่ผมเลือกใช้ในการทำ บทสรุป นี้) ถ้าคุณชอบดันเต้แห่ง DMC นี่คือตัวละครที่คุณต้องเลือก ด้วยการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากระยะไกลด้วยอาวุธสายธนูทั้งหมด ซึ่งมีทั้งแบบถือมือเดียวหรือถือ 2 มือ ซึ่งจะทำให้ทั้ง Primary Attack และ Secondary Attack เปี่ยมไปด้วยความรุนแรงและปลอดภัย มี Defensive Skill ที่สามารถทำให้ศัตรูช้าลงเพื่อการหลบหนี มี Hunting Skill ที่สร้างความพริ้วไหวในการเอาตัวรอดยามคับขัน มี Device Skill เพิ่มความสามารถให้หน้าไม้ ด้วยท่า Evasive Fire ที่ทำให้ศัตรูหน้าไหนก็ไม่มีวันเข้ามาถึงตัวได้เลย ปิดท้ายด้วย Archery Skill ที่สามารถจัดการศัตรูรอบๆตัวได้อย่างหมดจด นักล่าปีศาจเป็น Class ที่ทำให้ทุกอย่างง่ายเหมือนพลิกผ่ามือ
WITCH DOCTOR หมอผี และ มนต์ดำ หนามหยอกเอาหนามบ่ม นักสู้สายเวทย์แห่งคำสาปที่เก่งด้านสนับสนุนแต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วย Primary Attack และ Secondary Attack ที่เปี่ยมไปด้วยพิษร้ายและการก่อกวนนานับประการ มี Defensive Skill และ Decay Skill ที่เต็มไปด้วยทาสรับใช้จากศาสตร์มืดมากมาย มี terror Skill ที่แสนชั่วร้ายเมื่อใช้ร่วมกับ Skill อื่นๆ ตามด้วย Voodoo Skill ที่สมารถเรียกซอมบี้ยักษ์ออกมารับใช้ได้ หมอผีจึงแอบโหดอยู่แถวหลังได้อย่างดีมากๆครับ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่หมอผีทำได้ก็ต้องแลกมาด้วยค่า Mana ตลอดเวลาด้วยน๊ะ เป็น Class ที่ต้องอาศัยจังหวะในการเล่นมากๆ และเป็นตัวละครที่เล่นในแบบ Solo เดี่ยวได้ยากที่สุดด้วย
WIZARD นักเวทย์แห่งแสงที่มี Primary Attack และ Secondary Attack ที่เปี่ยมไปด้วยเวทย์มนต์จากธาตุต่างๆที่รุนแรง ตามด้วยเวทย์ที่ส่งผลความเสียหายอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้างอย่าง Force Skill การอันเชิญสัตว์อสูร Hydra ในการช่วยต่อสู้ มี Conjuration Skill ที่ใช้ป้องกันตัวด้วยธาตุต่างๆเพื่อสร้างความเสียหายให้ศัตรูทุกตัวที่บังอาจมากร้ำกรายใกล้ตัว และการระเบิดพลัง Explosive blast ทำลายศัตรูรอบๆตัวอย่างรุนแรงของ Mastery Skill ทั้งหมดทำให้นักเวทย์นั้นเป็น Class ที่โหดได้ที่อยู่เหมือนกัน แต่ก็จำเป็นต้องใช้ Mana จำนวนมากไม่ต่างกับหมอผีเช่นกันครับ
เหล่าผู้กล้าที่ต่างกันด้วยเผ่าพันธ์และที่มาแต่มีโศกนาฎกรรมกับเป้าหมายในพันธะเดียวกันคือ ออกติดตามค้นหา “ดาวตก” ลึกลับที่ร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า
*************************************************************************
ACT I
หลังจากที่ก้าวเข้ามาถึงที่ เมือง New Tristan ก็เริ่มเห็นความวุ่นวายทันทีเมืองมีปีศาจออกมาก่อกวนที่หน้าเมือง เข้าไปช่วยจัดการพวกมันให้หมดแล้วคุยกับ Captain Rumford แล้วจะเข้าไปด้านในเมืองได้ จากนั้นเข้าไปในบาร์คุยกับ Leah แล้วจัดการกับพวกชาวเมืองที่กลายร่างเป็นปีศาจให้หมดในบาร์แล้วคุยกับ Leah (ผู้ให้เควสก็คือใครก็ตามที่มีเครื่องหมาย ! สีส้มที่หัวนั่นเอง) รับเควสหลักมา
- The Fallen Star -
ออกมาหน้าเมืองจะพบพวกปีศาจบุกทำลายรั้วด้านทิศเหนือเข้ามา จัดการมันให้หมดแล้วเดินออกทางรั้วที่พังขึ้นเหนือต่อ ลุยต่อไปยังพื้นที่ Old Tristan ที่เต็มไปด้วยซากความเสียหายและซากศพของผู้คนที่เป็นเหตุการ์ณในภาคก่อน
** TIP ..สำหรับผู้ที่ไม่เคยเล่นใน PC มาก่อน มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ในกรณีที่คุณหาทางไปต่อไม่เจอภายในพื้นที่กว้างๆของพื้นที่
- กดปุ่มทิศทางลงล่างเพื่อดูแผนที่ใหญ่ จะมีวงกลมกระพริบแสดงให้เห็นตำแหน่งสถานที่ที่ต้องไปทำภาระกิจ ในกรณีที่ตำแหน่งของสถานที่นั้นยังอยู่ไกล
- ในกรณีที่เป็นพื้นที่กว้างมากๆอาจต้องเดินลุยเปิดพื้นที่ให้แผนที่ชัดขึ้นเรื่อยๆก่อน เพราะลูกศรบอกทางสีส้มชี้เป้าหมายของภาระกิจจะออกมาต่อเมื่อเริ่มใกล้กับเป้าหมายแล้วเท่านั้น
- หรือ หาดูในรายชื่อสถานที่ของจุดวาร์ปในเมืองโดยจะแสดงให้เห็นเป็นรูป ! สีส้มหลังรายชื่อสถานที่ที่ต้องไป
- การไม่บอกตำแหน่งให้ชัดเจนก่อนเพื่อต้องการให้ผู้เล่นค้นหาและสนุกกับการผจญภัย ซึ่งระหว่างทางก็จะพบกับดันเจี้ยนที่ไม่เกี่ยวกับภาระกิจมากมายที่คุณสามารถลุยลงไปเก็บประสบการ์ณและสิ่งของต่างๆได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เล่นควรสนุกกับสิ่งที่ต้องพบเจอในระหว่างทางไปพร้อมๆกับค้นหาเป้าหมายในภาระกิจหลักไปในตัว (ซึ่งผมรับรองว่าคุณจะไม่มีวันหลงทางในการเดินทางในเกมนี้แน่นอน )
จากนั้นเดินไปทางทิศเหนือจนถึงจุดหมายจะพบพบเป้าหมายที่ต้องกำจัด Wretched Queen จัดการมันซะแล้วจุดวาร์ปในพื้นที่นั้นจะเปิดออก ซึ่งจะสามารถเข้าจุดวาร์ปแล้วเลือกกลับมาที่เมือง New Tristan ได้ กลับมารับรางวัลจาก Leah ได้เลย ซึ่งตอนนี้จุดวาร์ปในเมืองก็จะเริ่มทำงานแล้ว
- The Legacy of Cain –
รับเควสจาก Leah ต่อเพื่อออกตามหา Cain ลุงของเธอที่หายสาปสูญไปจากการออกเดินทาง ซึ่ง Leah จะร่วมเดินทางไปด้วย เดินทางออกไปตามทางจนถึงเป้าหมายแรกคือบ้านแม่ของเธอที่ dria’s Hut จากนั้น Leah จะรออยู่ที่นี่ โดยให้เดินทางต่อไปยังจุดหมายต่อไปก็จะพบ Leoric’s Passage แล้วลุยจัดการปีศาจเข้าไปด้านในจนสุดก็จะพบกับ Cain ลุงของ Leah จากนั้นก็กลับมารับรางวัลที่เมือง New Tristan ได้เลย
- A Shattered Crown –
ภาระที่ตามหา Leoric ที่ซ่อนอยู่ใต้วิหารแห่ง Tristan ซึ่งต้องหามงกุฎที่แตกเป็นชิ้นๆของ Leoric ให้พบก่อน และคนที่รู้เบาะแสก็คือ ช่างตีเหล็กที่ชื่อ Haedrig Eamon แต่โชคร้ายคือตอนนี้เขาหายตัวไปแล้ว เมื่อรับเควสจาก Leah แล้ว เดินทางไปตามจุดหมายที่ขึ้นมา เพื่อช่วยนายช่าง Eamon ที่ติดอยู่กับพวกชาวเมืองที่ถูกสาป จากนั้นเดินทางไปยังเป้าหมายต่อไปที่ สุสาน (Cemetery) แล้วลุยตามไปเก็บชิ้นส่วนของมงกุฎที่แตกเป็นชิ้นๆของ Leoric ตามจุดต่างๆมาให้ครบแล้วนำกลับไปให้ นายช่าง Eamon เพื่อรับรางวัลได้เลย
** ร้าน Black Smith ของ Haedrig Eamon **
หลังจากได้ช่วยเหลือ Haedrig Eamon มาแล้ว เขาก็จะทำการเปิดร้าน Black Smith ของเขาอย่างเต็มตัว ซึ่งสามารถนำเอาอาวุธและชุดเกราะในขั้นสีฟ้า เหลือง จนถึงส้ม มาทุบทำลาย (Savage) เพื่อทำออกมาเป็นวัตถุดิบ (Materials) เพื่อนาใช้สร้าง อาวุธและชุดเกราะใหม่ๆขึ้นมาได้ รวมทั้งยังสมารถซ่อมแซมอาวุธและเครื่องป้องกันต่างๆได้ด้วย โดยจะต้องมีการซื้อการเรียนรู้เพื่ออักเกรด Level ของร้าน Eamon ให้มากขึ้นจนมีอาวุธใหม่ๆดีๆขายมาขึ้นได้ด้วย
- Reign of the Black king–
หลังจากมงกุฎที่แตกเป็นชิ้นๆของ Leoric ถูกประกอบเสร็จสิ้นโดยนายช่าง Eamon หลังจากรับเควสแล้วก็ออกเดินทางไปยังจุดหมายที่ Cathedral โดยใช้จุดวาร์ปได้เลย เข้ามาแล้วลุยเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งระหว่างทางจะพบเหตุการ์ณที่มีคนถูก Dark Cultists จับเอาไว้ เมื่อจัดการพวกปีศาจให้หมดเพื่อช่วยเขา จะพบว่าเขาชื่อ Kormac อัศวินเทมพลาความจำเสื่อม จากนั้นเขาจะยอมเป็นพวกกับเราด้วย ซึ่ง Kormac จะเป็น Followers หรือ เพื่อน A.I คนแรกของผู้กล้าที่จะตามเราไปทุกศึกจนถึงจบเกมเลย
Kormac
ผู้ติดตามสายถึกที่พร้อมจะชนทุกอย่างที่ขว้างหน้าเพื่อเจ้านายซึ่งก็คือเรานี่เอง สามารถสวมเกราะและโล่ขนสดใหญ่ให้เขาได้ด้วย โดยอาวุธที่สามารถติดตั้งได้ก็คือ ดาบและขวาน Kormac เหมาะมากในการนำมาเป็นผู้ติดตามในการเล่นแบบเดี่ยว ซึ่งนอกจากเขาจะช่วยเป็นตัวแท็กแบบถึงตัวศัตรูก่อนเราแล้ว เขายังสามารถ Heal ให้ได้อีกด้วย (เมื่อได้ Skill มาแล้วติดตั้งให้เขาด้วยน๊ะ) และ Kormac นี่ก็เป็นเพื่อนตายของฮีโร่ของผมยันจบเกมเช่นกันครับ
จากนั้นลุยเข้าไปต่อจนถึงชั้นในสุดของ The Cathedral จะพบซากโครงกระดูกของ Leoric แล้วมันจะออกมาสู้ Boss King Leoricบอสตัวแรกของเกมที่ไม่ได้มีพิษสงอะไรมากมายสำหรับคุณแน่นอน เมื่อจัดการมันได้แล้วก็วาร์ปกลับเมืองเพื่อรับรางวัลได้เลย
- Sword of the Stranger–
ตอนนี้จากปากคำของ Leoric เหล่าผู้กล้าก็รู้แล้วว่า ดาวตก ที่พวกเขาตามหานั้นมันเป็นชายลึกลับคนนึงที่ตกลงมาจากท้องฟ้า แถมยังความทรงจำเสื่อมอีกต่างหาก สิ่งที่เขาจำได้มีเพียงเรื่องดาบที่แตกเป็นเสี่ยงๆของเขา ซึ่ง Cain แนะนำว่าถ้าหาชิ้นส่วนของดามมาให้เขาจนครบอาจทำให้ความทรงจำของเขากลับคืนมาก็เป็นได้ เราจึงต้องออกค้นหาชิ้นส่วนของดาบกลับมา โดยหลังจากรับเควสแล้วก็วาร์ปไปที่สุสาน (Cemetery) แล้วขึ้นเหนือไปต่อที่ Field of Misery แวะลุยเข้าไปตามดันเจี้ยนต่างๆในพื้นที่ให้หมดซะด้วย เพราะแถวนี้มี Sub Event ค่อนช้างเยอะ จากนั้นก็ค้นหา Khazra Den ที่อยู่โซนนี้ให้เจอ ลุยเข้าไปด้านในเพื่อเก็บชิ้นส่วนของดาบชิ้นแรกมาได้ แล้วกลับไปที่เมืองเพื่อรับรางวัลได้เลย
- The Broken Blade–
ชิ้นส่วนของดาบชิ้นต่อไปที่ต้องไปตามเก็บจะอยู่ที่ The Drowned Temple เมื่อรับเควสจาก Cain แล้ว Leah จะตามไปด้วย จากนั้นเดินทางไปที่ Field of Misery แล้วขึ้นเหนือต่อผ่านไปยังเขต Old Mill ซึ่งที่นี่จะได้พบกับเหตุการ์ณของจอมโจร Lyndon ที่เข้ามาหอให้ช่วยคนรักของเขาจากพวกโจรที่จับไป โดยหลังจากเข้าไปจัดการพวกโจรเพื่อช่วยคนรักของเขาแล้ว Lyndon จะพบว่าเครื่องประดับที่คนรักเขาขฌมยมาเป็นของปลอมเขาจึงตัดสินใจติดตามเราไปด้วยเพื่อหาสมบัติดีๆต่อ ซึ่งจะทำให้ Lyndon ติดตามเหล่าผู้กล้าไปด้วยในฐานะ Followers คนที่ 2 ของเรานั่นเอง
Lyndon
Followers คนที่ 2 หัวขโมยมือธนูฝีมือฉกาจ โดยหน้าที่หลักของเขาคือการโจมตีสนับสนุนจากด้านหลังด้วย Skill สายธนูที่รุนแรงมากมาย ซึ่งเหมาะเป็นตัวสนับสนุนกับผู้เล่นที่เลือกเล่นสายถึกอย่าง Banarian มากๆ แต่สำหรับคนที่เลือกตัวฮีโร่เป็นสายธนูอย่าง Demon Hunter (เหมือนผม) คงจะไม่เหมาะที่จะเลือก Lyndon เป็นผู้ติดตาม เพราะธนูทั้งนายและบ่าวนั้นจะพากันเน่าทั้งคู่โดยไม่มีกองหน้านั่นเองครับ
จากนั้นไปเข้าดันเจี้ยน Festering Woods ทางป่าฝั่งตะวันออกของพื้นที่ ลุยลงไปเก็บ Beacon of Light และ Beacon of Honor แล้วค่อยเข้าไปที่ The Drowned Temple ลุยเข้าไปชั้นในสุดของดันเจี้ยนจบพบดาบที่ตกอยู่ด้านใน ซึ่งที่นี่ก็จะพบแม่มด Maghda กับลูกสมุนของมันที่เข้ามาตามหาชิ้นส่วนของดาบด้วย แต่เหล่าผู้กล้าก็ชิงชิ้นส่วนมาได้เสียก่อน เมื่อได้ชิ้นส่วนของดาบชิ้นที่ 2 มาแล้วก็กลับไปหา Cain เพื่อรับรางวัลได้เลย
- The Doom in Wortham–
เมื่อรับเควสจาก Cain แล้ว Leah จะตามไปด้วยเหมือนเดิม จุดหมายต่อไปของชิ้นส่วนของดาบชิ้นสุดท้ายจะอยู่ที่หมู่บ้าน Wortham ลุยไปตามเส้นทางจนถึงจุดหมาย ในหมู่บ้านที่ต้องจัดการพวกปีศาจจำนวนมากที่ออกมามให้รับมือเอาไว้ให้ได้ จบเหตุการ์ณก็จะได้ชิ้นส่วนสุดท้ายของดาบมา จากนั้นก็กลับไปรับรางวัลที่เมืองได้เลย ในขณะที่ แม่มด Maghda ลอบเข้ามาทำร้าย Cain และจับตัวชายลึกลับไป ทำให้ Leah โกรธมากจนระเบิดพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเธอออกมาเพื่อช่วยชีวิต Cain ลุงของเธอเอาไว้ได้
- Trailing the Coven–
พลังที่ซ่อนอยู่ของ Leah ทำให้เธอเห็นนิมิตรภาพเส้นทางที่ แม่มด Maghda พาตัวชายลึกลับไปทั้งหมด จึงให้เรารีบตามไปทันที โดยเป้าหมายต้องวาร์ปไปที่ หมู่บ้าน Wortham แล้วขึ้นเหนือไปต่อ ผ่านเส้นทางถ้ำ the Cave of Araneae จัดการราชินีแมงมุม Ameae ที่อยู่ในสุด และผ่านไปยังเขต Highland Crossing ซึ่งที่นี่มีดันเจี้ยนที่มี Sub Even มากมายให้ทำ จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือต่อก็จะพบจุดหมายคือคฤหาสถ์ของ Leoric (Leoric’s Mansion)
- The Imprisoned Angel–
เมื่อตาม แม่มด Maghda มาจนถึง คฤหาสถ์ของ Leoric ได้สำเร็จ ทั้งหมดจะได้พบวิญญาณของเมียของ Leoric ที่ออกมาขอร้องให้ช่วยปลดปล่อยวิญญาณที่ถูกสาปของเหล่าผู้รับใช้ของเธอ เพื่อแลกกับการเปิดทางลงไปที่คุมขังของชายลึกลับ จากนั้นลุยลงไปตามทางผ่านเข้าไปยัง Coursed Hold เส้นทางจะค่อนข้างยาวและวกวนเต็มไปด้วยปีศาจมากมาย ลุยเข้าไปด้านในเพื่อปลดปล่อยวิญญาณทั้ง 6 ดวงตามจุดต่างๆให้หมดก่อน แล้วลุยผ่าน Hall of Agony ไปต่อจนถึงด้านในจะพบกับ Boss Butcher
เมื่อจัดการมันลงได้แล้ว จะสามารถเข้าไปช่วย ชายลึกลับที่ถูกจับมาได้สำเร็จ หลังจากเอาดาบของเขาที่ซ่อมเสร็จแล้วไปให้ ความทรงจำของชายปริศนาก็กลับคืนมาทั้งหมด ซึ่งก็จะรู้ความจริงว่าเขาคือ Tyrael เทวทูตแห่งความยุติธรรม 1 ใน 6 ของเทวฑูตชั้นสูงสุดนั่นเอง !! จากนั้นก็กลับมารับรางวัลกับ Cain ที่เมืองได้เลย
ที่เมือง New Tristan เมื่อพลังและความทรงจำทั้งหมดของ Tyrael กลับคืนมาแล้ว หลังจากที่เขาเล่าสาเหตุที่ความจำเสื่อมก็เพราะถูกลงโทษที่เขาพยายามจะส่งข่าวบอกพวกมนุษย์ให้รับรู้ถึงอันตรายจากจอมปีศาจทั้ง 2 ตัว เขาจะบอกให้ทุกคนเตรียมเข้าสู่ศึกต่อโดยให้มุ่งหน้าไปยังอณาจักร Caldeum เพื่อหยุดยั้งแผนชั่วของอสูรให้การหลอกลวง Berial ต่อไป ..เมื่อไม่มีภาระกิจจะทำต่อที่ดินแดนแห่งนี้แล้วก็เข้าไปคุยกับคาราวานเพื่อออกเดินทางไปยัง อณาจักร Caldeum ต่อได้เลย
*************************************************************************
ACT II
- Shadow in the Desert –
เมื่อเดินทางมาถึง อณาจักรแห่งทะเลทราย Caldeum ในเขตทะลเทรายฝั่งตะวันออก ที่เต็มไปด้วยการคุกคามของพวกปีศาจไม่ต่างกันเลย หลังจากคุยกับหัวหน้าทหาร Asheara จะได้ข้อมูลของ แม่มด Maghda ที่กำลังเดินทางขึ้นเหนือไปยัง Alcannus แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังใช้มนต์ดำปกคลุมปิดบังเส้นทางเอาไว้จนยากที่จะติดตามไปได้ แต่ก็มีหญิงสาวคนนึงที่ชื่อ Eirena เธอจะเข้ามารับอาสาในการพาทีมของผู้กล้าไปเอง จากนั้นก็วิ่งตาม Eirena ลุยไปตามทางที่เธอนำไปจนถึง Black Canyon Bridge ทุกคนก็จะหยุดเพื่อพักผ่อนกัน เมื่อมาถึงที่นี่เวทย์บังตาของ แม่มด Maghda ก็จะหมดลง แต่ Eirena ก็ยังจะขอติดตามเหล่าผู้กล้าไปต่อ ก่อนที่เธอจะแนะนำตัวว่าเธอคือ แม่มด ในกลุ่มที่เรียกว่า The Hand of the Prophet โดยที่พวกของเธอถูก the Prophet ผู้นำของเธอทำให้หลับไหลเพื่อรอวันที่หายนะจากปีศาจมาถึง แต่เมื่อเธอฟื้นขึ้นมาหลังจากหลับเป็นเวลานาน เธอก็พบว่าโลกได้เปลี่ยนไปมากมาย พี่น้องของเธอตายกันจนหมดและ the Prophet ผู้นำของเธอก็หายสาปสูญแต่เธอยังจำคำสอนที่ให้เธอช่วยหยุดยั้งหายนะ เธอจึงติดตามทีมของผู้กล้าของเราไปนั่นเอง (ซึ่งต้องบอกซะก่อนว่าเห็น Eirena น่ารักแบบนี้เธออายุมากถึง 1500 ปีก่อนหลับไหลไปเลยน๊ะครับ ) ซึ่งจะทำให้ Eirena ติดตามเหล่าผู้กล้าไปด้วยในฐานะ Followers คนที่ 3 ของเรานั่นเอง
Eirena
แม่มดสาวอายุ 1500 ปีที่หลงยุค นอกจากเธอจะใช้คาถาธาตุต่างๆตามที่แม่มดทั่วไปถนัดแล้ว เธอยังสามารถถืออาวุธได้มากมายอีกด้วยทั้ง คฑาเวทย์ ไปจนถึงอาวุธ Malee อย่าง กระบองหรือขวานได้เหมือนกัน หน้าที่หลักของเธอก็คือ ยิงสนับสนุนปนก่อกวนจากแถวหลังเพื่อช่วยเหลือผู้กล้า ซึ่งก็เหมือนกับ Lyndon ซึ่งเหมาะเป็นตัวสนับสนุนกับผู้เล่นที่เลือกเล่นสายถึกอย่าง Babarian มากกว่าสายธนูหรือนักเวทย์ด้วยกัน
** ครบแล้วน๊ะครับสำหรับ Followers ทั้ง 3 คน 3 สไตล์ของเรา ซึ่งสามารถพูดคุยหรือเรียกใช้สลับสับเปลี่ยนแต่ละคนได้ที่เมืองหลักของแต่ละ ACT โดยเข้าไปคุยแล้วกด Y เพื่อเปลี่ยนตัวนั่นเอง **
- The Road to Alcanus –
จากนั้นก็เดินทางต่อในช่วงต่อไป โดยเดินตามทางการนำของ Eirena ไปเรื่อยๆ ผ่านหุบเขาไปจนถึงหน้าด่าน Khasim ระยะทางไม่ยาวมากนักแต่ระหว่างทางมีดันเจี้ยนให้แวะเข้าไปลุยเก็บ Sub Event ได้มากมายก่อนจะถึง Alcanus
- City of Blood –
ในที่สุดก็ตาม แม่มด Maghda มาถึง Alcanus ได้สำเร็จ จากนั้นลุยเข้าไปด้านในระหว่างทางจะช่วยพวกนักโทษที่นี่หรือไม่ก็ได้ แต่ช่วยหน่อยก็ดีเพราะจะได้ Exp ด้วย หลังจากลุยเข้าไปจนถึงด้านในสุดก็จะพบกับ Boss Maghda เมื่อจัดการมันลงได้แล้วก็กลับไปที่แค้มป์ได้เลย
- A Royal Audience –
หลังจบเหตุการ์ณจะได้ข่าวของ Leah ที่โดนทหารของอณาจักร Caldeum จับตัวได้ในขณะเธอแอบเข้าเมืองทางท่อระบายน้ำ จากนั้นเดินทางเข้าไปพบ หัวหน้าทหาร Asheara เขาจะพาเข้าไปพบ กษัตริย์ Hakan ที่ 2 ในจังหวะที่มันพาตัว Leah ออกมามันก็สั่งทหารให้เข้ามาสู้ด้วย จัดการทหารให้หมดแล้วพาตัว Leah หนีไปที่ทางลงท่อระบายน้ำที่อยู่ด้านในของเมือง
- Unexpected Allies –
หลังจากที่หนีมาจาก อณาจักร Caldeum ได้สำเร็จ Leah ได้บอกว่าขณะที่เธอถูกจับอยู่เธอรู้สึกได้ว่า Adria แม่ของเธอยังไม่ตายและน่าจะถูกจับอยู่อณาจักร Caldeum นี่เอง จากนั้นก็ลุยขึ้นไปยังปราสาทของ อณาจักร Caldeum ไปจนถึงชั้นบนสุดจะพบห้องขังของ Adria จัดการทหารยามหน้าห้องให้หมดแล้ว กลับมาที่แค้มป์ได้เลย
- Betrayer of the Horadrim –
จากนั้นทุกคนจะปรึกษากันก่อนที่จะจัดการกับ Berial ได้ก็จะต้องนึกถึงสิ่งที่จะใช้ผนึกมันหลังจัดการเสร็จด้วย โดยข้อมูลของ Black Soul stone สิ่งที่ใช้กักขัง Berial ได้ อยู่ที่ผู้สร้างของมัน Zolton Kulle แต่ Kulle นั้นตายเป็นปุ๋ยมานานมากแล้ว Adria จึงแนะนำให้ไปหากระโหลกของ Kulle เพื่อมาใช้ในการปลุกวิญญาณของ Kulle ขึ้นมาเพื่อสอบถาม ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของ Tyrael เมื่อรับเควสแล้วออกเดินทางลงไปตามท่อระบายน้ำจนออกมาที่ Dahlgur oasis แวะเข้าดันเจี้ยนต่างๆแถบนี้ให้หมดก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อไปจนถึง Forgotten Ruin ต่อ ลุยเข้าไปด้านในจนถึงชั้นล่างสุดจะพบหัวกระโหลกของ Kulle เมื่อเก็บมันกลับมาที่แค้มป์ Leah จะใช้พลังของเธอปลุกวิญญาณของ Kulle เพื่อสอบถามถึงเรื่อง Black Soul stone ของขลังสิ่งเดียวที่ใช้กักขัง Berial ได้
- Blood and Sand –
หลังจากปลุกวิญญาณของ Kulle ขึ้นมาได้แล้ว Kulle ก็จะยินดีช่วยโดยแลกกับการต้องช่วยคืนชีพให้เขาก่อน เมื่อรับเควสกับ Kulle แล้วเดินทางกลับเข้าท่อระบายน้ำกลับไปยัง Dahlgur oasis แล้วขึ้นไปทางเหนือต่อขนถึงเขต The Ancient waterway ผ่านไปจนถึง Desolate Sand ที่นี่มีดันเจี้ยนมากมาย โดยมีดันเจี้ยนเป้าหมายทั้ง 2 แห่งของที่นี่เพื่อลุยเข้าไปเก็บขวดบรรจุเลือดของ Kulle แล้วเก็บกลับมาที่แค้มป์ได้เลย
- Black Soul stone –
หลังจากที่ได้เลือดของ Kulle มาแล้ว ก็รับเควสต่อไปจาก Kulle แล้วเดินทางขึ้นเหนือต่อไปยัง The Archives of Zolton Kulle จากนั้นลุยเข้าไปด้านในดันเจี้ยน Realm of Shadow จนถึงด้านในสุดแล้วเก็บร่างเนื้อของ Kulle กลับออกมาที่แค้มป์ หลังจากได้ชิ้นส่วนของเลือดเนื้อของ Kulle Adria จะสอนให้ Leah ใช้คาถาในการชุบชีวิต จนชุบชีวิต Kulle ได้สำเร็จ จากนั้นมันจะพาเข้าไปสู่ Black Soul stone แต่มันทีที่มันฟื้นขึ้นมาก็เป็นอย่างที่ Tyrael เตือนเอาไว้ มันทรยศและเข้าโจมตีทุกคนทันที Boss Zolton Kulle เมื่อจัดการมันลงได้ และก็จะได้ Black Soul stone จาก Kulle มาครอบครอง
- The Scouring of Caldeum –
ทันทีที่ได้ ได้ Black Soul stone มาเจ้า Berial ก็นำกองทัพปีศาจบุกอณาจักร Caldeum พอดี เข้าไปในเมืองแล้วไปช่วยชาวเมืองที่โดนปีศาจเข้าทำร้ายก่อน โดยไปสำรวจที่รถขายของตามจุดต่างๆที่ขึ้นมาจะมีชาวเมืองแอบอยู่ ช่วยพาเขามาที่ทางลงท่อระบายน้ำที่ หัวหน้าทหาร Asheara คอยอยู่ให้หมดทุกจุด หมดทุกคน แล้วลุยเข้าไปที่ด้านในของปราสาทต่อได้เลย
- Lord of Lies –

จากนั้นลุยเข้าไปด้านในโดยมี Leah เข้าร่วมลุยด้วย เมื่อลุยเข้าไปจนถึงส่วนบนของพระราชวังก็จะพบกับ Boss Berial ซึ่งเจ้า Berial จะมีถึง 2 ร่างโดยร่างแรกจะเป็นร่างปกติ เมื่อจัดการมันจนพลังชีวิตลดได้ครึ่งนึงมันจะเริ่มกลายร่างเป็นร่างที่แท้จริง ซึ่งมีขนาดใหญ่คับเจอกันเลยทีเดียว พยายามหลบการทุบโจมตีของมันด้วยการดูจุดที่มันทุบที่เป็นวงกลมสีเขียวที่พื้นเอาไว้ แล้วจัดการโจมตีอย่างต่อเนื่องได้เลยเพราะ Berial มันตัวใหญ่และจะไม่เคลื่อนที่ไปไหนเลย เมื่อจัดการมันลงได้ ที่อณาจักร Caldeum ก็เต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องยินดีกับการช่วยเหลือของกลุ่มผู้กล้า จากนั้นเมื่อไม่มีอะไรต้องทำก็คุยกับกองคาราวานเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ต่อไปที่ Bastion’s Keep เพื่อจัดการกับอสูรตัวสุดท้าย Azmodan เจ้าแห่งบาปต่อไป ..
*************************************************************************
ACT III
- The Siege of Bastion’s Keep –
ก่อนจะมาถึงที่นี่ Leah ได้ฝันถึง Azmodan ที่เข้ามาข่มขู่ถึงในความฝันในขณะที่มันกำลังกรีธาทัพใหญ่ของเหล่าอสูรร้ายเพื่อจัดการถล่ม Sanctuary ให้สิ้นซาก ..จนเมื่อมาถึง Bastion’s Keep หน้าด่านสุดท้ายที่กั้นกลางระหว่าง ดินแดน Sanctuary ของมวลมนุษย์กับกองทัพปีศาจร้ายจากขุมนรก และที่นี่ กำลังเผชิยกับการบุกของพวกกองทัพปีศาจมากมายซึ่งทหารทุกนายต่างก็ทุ่มกำลังเพื่อป้องกันด่านสุดท้ายนี้ไว้ให้ได้ โดยเมื่อรับภาระกิจแล้ว ก็ลุยเข้าไปบนกำแพงเมืองเพื่อจัดการลุยเข้าไปเพื่อจุดไฟสัญญาณทั้ง 5 จุดให้หมดโดยแต่ละจุดก็มีพวกปีศาจอยู่เต็มไปหมด กำแพงเมืองจะค่อนข้างกว้าง พยายามดุแผนที่เพื่อมองหาจุดคบไฟให้ครบ เมื่อจุดจนครบ 5 จุดแล้วก็เข้าไปที่จุดหมายคุยกับนายทหาร Dalen เพื่อรับรางวัลได้เลย
** ร้าน The jeweler **
หลังจากได้ Covetous Shen ติดตามขบวนคาราวานมาด้วยตามเนื้อเรื่องตั้งแต่ ACT II โดยการทำศึกอาจทำให้คุณยุ่งจนไม่รับรู้ว่ามีร้านขายเพชรพลอยเพิ่มขึ้นมาในเมืองหลัก Covetous จะสามารถรวมชิ้นส่วนของอัญมณีเล็กให้ใหญ่ขึ้นได้ (Combine Gem) และสามารถถอดเอาอัญมณีๆต่างๆที่เคยใส่ไว้ในอาวุธและชุดเกราะต่างๆยามไม่ได้ใช้แล้วได้อีกด้วยคำสั่ง (Remove Gem) และยังสามารถหา Plan ต่างๆมาให้ Covetous สร้าง Gem ใหม่ๆได้ด้วย โดยร้านของ Covetous นั้นจะต้องใช้ ไอเทม Jewel Cafting ในการอัพเกรดร้านด้วย
- Turning the Tide –
ตอนนี้กองทัพปีศาจก็ยังบุกถล่มไม่หยุดจน นายทหาร Dalen ต้องสั่งการให้ใช้ Catapults หรือเครื่องยิงลูกไฟเป็นตัวช่วยในการจัดการศัตรูที่อยู่หน้าด่าน จากนั้นรับเควสจาก Dalen แล้วลุยไปตามกำแพงเมืองเหมือนเดิมเพื่อจัดการคุ้มกันให้ทหารเข้ามาหมุนคันโยกยกเครื่อง Catapults ให้ขึ้นมาให้ได้สำเร็จ โดยจะต้องลุยไปช่วยให้หมดทุกจุดทุกเครื่องทั้ง 3 จุด โดยจุดสุดท้ายเราต้องเข้าไปช่วยมันหมุนให้ Catapults ขึ้นมาด้วยโดยการสลับกับการโจมตีและเข้าไปหมุนจนสำเร็จ จากนั้นกลับไปรับรางวัลกับนายทหาร Dalen ที่ Barrack ได้เลย
- The Breached Keep –
ถึงแม้จะสามารถต้านจนทัพหน้าของกองทัพปีศาจแตกพ่ายไป แต่ Azmodan ก็เปลี่ยนแผนโดยการส่ง Ghom แม่ทัพของมันพร้อมลูกสมุนปีศาจมุดลุยลงมาโจมตีทางใต้พื้นดินบ้าง หลังจากเตรียมตัวพร้อมแล้วก็รับเควสจาก Dalen ได้เลยเพื่อลงไปที่ทางลงใต้ค่ายทหารต่อ ซึ่งต้องลุยพวกปีศาจลงไปตามชั้นใต้ดินถึง 3 ชั้นก็จะพบ Boss Ghom Lord of Gluttony เมื่อจัดการมันได้ก็วาร์ปกลับขึ้นไปรับรางวัลที่ Barrack ได้เลย
- Tremors in the Stones –
หลังจากที่ต้านกองทัพของ Azmodan จนล่าถอยไปได้หมด แต่เมื่อกลับมาที่ค่ายทหารคุยกับ Dalen จะบอกว่าด้านในของฐานมีเสียงดังออกมาน่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เมื่อเข้าไปด้านในของค่ายทหารจะพบ Leah ที่กำลังผนึกพวกปีศาจที่กำลังออกมาจาก Black Soul stone ไม่ไหวจน Shadow Vermin มากมายหลุดออกมา จัดการพวกมันให้หมด แล้ว Leah ก็จะพยายามควบคุม Black Soul stone เอาไว้ได้อีกครั้ง
- Machines of War –
หลังจากจัดการต้านศัตรูจนค่ายทหารปลอดภัยดีแล้ว ที่เหลือก็ต้องลุยเอาคืนพวกมันบ้าง โดย Tyrael จะมีแผนทั่จะให้ลุยออกไปทำลายอาวุธหนักของพวกกองทัพปีศาจให้หมดซะ เมื่อรับเควสแล้วก็ลุยออกยังสนามรบด้านหน้าค่าย เป้าหมายคือทำลาย อาวุธ Ballistae และ Trebuchet ของพวกปีศาจให้หมดทุกจุด ในเขต Battlefield และ Field of Slaughter ที่สนามรบจะเป็นลานกว้างที่อัตรายมากเพราะมันทำให้เราควบคุมกลุ่มปีศาจที่เราเข้าโจมตีไม่ได้ ซึ่งจะนำพาให้มันไหลมารวมกันจนเข้ามาล้อมโจมตีเราจากทุกทิศทางจนเกิดหายนะได้ง่ายๆ ซึ่งต้องพยายามลุยไปแบบรักษาพื้นที่เอาไว้ทีละนิด จนสามารรถทำลาย Ballistae ได้หมดทุกจุด แล้วเก็บ Sub Event จากดันเจี้ยนต่างๆในพื้นที่ให้หมด แล้วเข้าไปพบ Tyrael ที่รออยู่อีกด้านของสนามรบเพื่อจบเควส รับรางวัล
- Siege breaker –
เมื่อเข้าไปคุยกับ Tyrael ที่รออยู่อีกฝากของสนามรบเพื่อรับเควสเขาก็จะพร้อมที่จะเข้าร่วมเดินไปทางไปกับกลุ่มผู้กล้าเพื่อจัดการกับอสูร Azmodan ให้สิ้นซาก จากนั้นลุยเข้าไปด้านในดันเจี้ยน Edge of Abyss ที่ต้องลุยฝูงปีศาจมากมายเข้าไปด้านในสุดจนผ่านเข้าไปยังหอคอย Crazy Climber แล้วลุยยาวขึ้นไปจนถึงด้านบนสุดของหอคอย จนถึงด้านหน้า Demon Gate ก็จะพบปีศาจยักษ์แม่ทัพของ Azmodan Boss Siegebreaker
- Heart of Sin–
ก่อนลุยเข้าด้านใน Demon Gate ต่อ Leah ก็ได้ฝันถึงความลับของขุมกำลังของ Azmodan ซึ่งมันได้ซ่อนหัวใจ 2 ดวงของมันไว้ใน 2 สถานที่ ซึ่งถ้าทำลายหัวใจ 2 ดวงของมันได้พลังที่ใช้ควบคุมกองทัพปีศาจของ Azmodan ก็จะหมดลงและทำให้ กองทัพของมนุษย์ชาติเข้าใกล้คำว่าชนะไปได้อีกเยอะ จากนั้นที่ต้องทำก็คือ ลุยเข้าไปยังทางวาร์ปทั้ง 2 ข้าง ทั้ง Tower of the Damned เข้าไปยังส่วนในของ Arreat Crater L.V 1 เข้าไปพบ Boss Dydaea Maiden of Lust แล้วทำลายหัวใจดวงแรก จากนั้นออกมาเข้าทางวาร์ปอีกฝั่ง Tower of the Cursed เข้าไปยังส่วนในของ Arreat Crater L.V 2 พบ Boss Dydaea Maiden of Lust อีกตัว แล้วทำลายหัวใจดวงที่ 2 ซะ ก่อนจะออกมาเข้าทางวาร์ปตรงกลางเข้าสู่ ดันเจี้ยน Heart of Sin เมื่อลุยเข้าไปด้านในสุดก็จะพบ Boss Azmodan Lord of sin
เมื่อจัดการมันลงได้ อสูรตัวสุดท้ายก็ถูกผลึกลงใน Black Soul stone ได้สำเร็จ แต่เหตุการ์ณกลับผลิกผันเลวร้ายลงเมื่อง Adria แม่ของ Leah ที่เกิดทรยศคิดการณ์ใหญ่โดยใช้ร่างของ Leah ปลุกชีพจอมปีศาจ Diablo ขึ้นมาอีกครั้งจนสำเร็จ มันกลับมาอีกครั้งพร้อมพลังที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิญญาณแห่งจ้าวอสูรทั้ง 7 ตน พร้อมทั้งอนาคตที่เริ่มสั่นคลอนของทั้งอณาจักรแห่งสวรสวรรค์และมนุษย์ชาติ ….
***********************************************************************
ACT IV
2 ศตวรรษแล้วที่จอมปีศาจ Diablo ล้างลาจากการสร้างความหายนะ เมื่อเป็นอิสระอีกครั้งมันจึงไม่รอช้าที่จะเริ่มสงครามของมันอีกครั้ง มันเริ่มบุกขึ้นไปถึงดินแดนแห่งสวรรค์ทันทีเทวทูต Imperias ได้รับรู้การมาของวายร้ายตลอดกาล เขาออกมาต่อต้านทันที ด้วยพลังทั้งหมดที่มี Imperias ก็ไม่อาจต้านพลังความเก็บกดของ จอมปีศาจ Diablo ที่อัดอั้นมาถึง 2 ศตวรรษลงได้ ร่างของ Imperias ถูกอัดกระแทกอย่างแรงจนทำให้ Diamond gate แตกสลายลงไปทันที และทันทีที่เหล่าผู้กล้าย่างกรายมาถึง อณาเขตแห่งสวรรค์ก็กลายเป็นขุมนรกด้วยฝีมือของ จอมปีศาจ Diablo ไปแล้ว ..
- Fall of the High Heaven –
หลังจากคุยกับ Tyrael และ Imperias จบ Tyrael จะมีแผนให้กลุ่มผู้กล้าเข้าไปปลดปล่อยเทวะฑูตแห่งความหวัง Auriel ที่ถูกกักขังอยู่ก่อน จากนั้นก็เดินทางเข้าสู่ Diamond gate แล้วลุยเข้าไปยังส่วนของ Vestibule of Light แล้วลุยเข้าไปจนถึงด้านในสุดจะพบ Boss Iskatu และ Shadow Vermin ลูกสมุนของมัน กำจัดมันซะ
- The Light of Hope –

เมื่อผ่าน Iskatu มาได้ก็ลุยต่อเข้าไปยังส่วนในต่อ ดันเจี้ยนนี้จะค่อนข้างยาวและเต็มไปด้วยปีศาจโหดๆมากมาย ลุยเข้าไปด้านในจนพบ Boss Rakanoth จัดการมันซะเพื่อปลดปล่อย เทวะฑูตแห่งความหวัง Auriel ออกมา ซึ่งถือว่าแผนการนำความหวังกลับมาสู่การต่อสู้ที่ High Heaven ประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง จากนั้นลุยต่อเข้าไปด้านใน เป้าหมายต่อไปคือทำลาย Hell Rift ที่พวกกองทัพปีศาจของ Diablo ใช้เป็นทางขึ้นมาที่สวรสรรค์ โดยต้องลุยผ่าน Garden of Hopes ทั้ง 2 ชั้นเพื่อผ่านเข้าไปยัง Hell Rift แล้วทำลาย Rift Oculus ได้ ก็จะปิด Hell Rift ของแต่ละฝั่งได้แล้ว Auriel ก็จะเปิดทางเข้าสู่ High Heaven ได้
- The Crystal Colonnade –
ถึงแม้เหล่าผู้กล้าจะสามารถปิดผนึก Hell Rift ได้สำเร็จแต่ก็ไม่ทำให้ Imperias เห็นความดีความชอบแม้แต่นิดเดียว แต่นั่นกลับทำให้ Tyrael มีความหวังขึ้นมาอีกมากจนเข้าร่วมทางในการต่อสู้ด้วยทันที ขณะที่ Imperias ก็ยังไม่เลิกข่มขู่ Tyrael และ เหล่าผู้กล้า ให้เลิกยุ่งกับสงครมของเหล่าทวยเทพก่อนที่มันจะบินขึ้นไปหวังไปจัดการกับ Diablo อีกรอบ แต่แน่นอนว่า Tyrael และ เหล่าผู้กล้า ไม่สนใจคำขู่ของ Imperias แม้แต่นิดเดียว Tyrael และ เหล่าผู้กล้า ยังคงเดินทางเข้าไปด้านใน High Heaven ต่อ
- The Prime Evil–
Tyrael และ เหล่าผู้กล้า เดินทางเข้าสู่ด้านใน the Silver spire นรกบนสวรรค์ที่เส้นทางค่อนข้างยาวและเต็มไปด้วยศัตรูที่โหดๆมากมาย ลุยเข้าไปตามทางจนถึงทางผ่านเข้ามายังเขต The Great spire แล้วลุยเข้าไปจนถึงด้านในสุดจะพบ Boss Izual เมื่อจัดการมันได้จะผ่านเข้าสู่ the Silver spire L.V 2 ต่อ ลุยเข้าไปจนถึงทางเข้าของ The Crystal Arch ซึ่งจะพบกับ Imperias และเหล่าเทวฑูตที่มาขวางไว้ Imperias นั้นไม่พอใจมากที่เขาได้เตือน กลุ่มผู้กล้าและ Tyrael เอาไว้แล้วว่าให้เลิกยุคกับสงครามของสวรรค์ แต่ขณะนั้น Imperias และเหล่าเทวฑูต ก็หมดพลังล้มลงไปซะเฉยๆ ซึ่งนั่นแปลว่า Diablo ได้เข้าไปจนถึงด้านในของ The Crystal Arch ที่เป็นขุมพลังแห่งเทวฑูตเรียบร้อยแล้ว เมื่อโชคเข้าข้างแบบนี้ Tyrael ไม่รอช้าที่จะเปิดประตูเข้าสู่ ใจกลางของ The Crystal Arch ให้กับเหล่าผู้กล้าทันที แต่ในขณะที่กำลังเข้าไปด้านใน Tyrael และ Followers ผู้ติดตามของผู้กล้าก็ถูกกับดักจับตัวเอาไว้ จนต้องปล่อยให้ชะตากรรมของสวรสวรรค์และ Sanctuary ต้องตกอยู่ในมือของผู้กล้าที่มีพลังแห่ง Nephalem เช่นคุณในทันที
Boss จอมปีศาจ Diablo ซึ่งจะต้องสู้กับมันทั้งในมิติปกติและใน Shadow Realm รูปแบบการโจมตีของมันหลักๆก็คือ เดินเข้ามาอัดตรงด้วยความเร็วที่คุณไม่อาจแดชหลบได้ทันก่อน Mana หมด จากนั้นก็ใช้กงล้อเพลิงนรกโจมตีจากระยะไกล จากนั้นก็เรียกคุกนรกขึ้นมากักตัวผู้เล่นก่อนจะเข้าไปยกขึ้นมางย้ำแบบเต็มๆ และสุดท้าย ปล่อยสายฟ้าออกจากปากที่สุดรุนแรง ซึ่งคุณต้องทุมกำลังของคุณทั้งหมดในการจัดการมันด้วยตัวคนเดียวให้ได้
เมื่อ จอมปีศาจ Diablo ถูกจัดการจนร่างร่วงลงมาจากสวรสรรค์และค่อยๆแตกสลายหายไปในอากาศก่อนจะตกลงสู่ Sanctuary พร้อมๆกับความวุ่นวายที่หายไปจากสวรรค์เช่นกัน Tyrael กลับสู่สวรสวรรค์อย่างสมเกรียติ ภาระกิจของเหล่าผู้กล้าเชื้อสาย Nephalem ดูเหมือนจะเสร็จสิ้นลงด้วยดี เว้นเสียแต่ว่า ต้นเหตุของความโกลาหลอย่าง Adria และ วิญญาณของ Leah ที่ถูกขังอยู่ในร่างของ Diablo ยังคงหายสาปสูญอย่างไร้ร่องรอย ไหนจะ Imperias เทวฑูตแห่งสงครามที่ยังตามแค้นปนอิจฉา Tyrael และบาดหมางกับเชื้อสายแห่ง Nephalem ของเหล่าผู้กล้าอย่าง คุณ จะแสดงออกอย่างไรเมื่อพลังของเขากลับคืนมาหลังสวรสรรค์กลับสู่สภาพปกติ โศกนาฎกรรมนี้ ยังคงต้องรอ คุณ ในฐานะ ผู้กล้า ในการพิสูจน์ต่อไป…

CREDIT:

บทสรุปเกม
Facebook Us
Follow us

Copyright © 2004 GAME.ANDAPLUS.COM All Rights Reserved.